Thursday, December 25, 2025

อายุยังน้อย น้ำหนักตัวเยอะ อยู่ๆ ก็ปวดหลังร้าวลงขา อาการนี้บอกอะไรเรา?


อายุยังน้อย น้ำหนักตัวเยอะ อยู่ๆ ก็ปวดหลังร้าวลงขา อาการนี้บอกอะไรเรา?

"หมอครับ ผมเพิ่งอายุ 28 เอง ทำไมปวดหลังเหมือนคนแก่เลย แถมตอนนี้มันร้าวลงขาจนชาไปหมด เดินแทบไม่ไหวแล้วครับ"

นี่คือประโยคแรกที่ "แบงค์" (นามสมมติ) ชายหนุ่มร่างใหญ่ วัยทำงาน เดินกะเผลกเข้ามาในห้องตรวจด้วยสีหน้ากังวลสุดขีด

แบงค์ทำงานด้านไอที นั่งหน้าคอมพิวเตอร์วันละ 8-10 ชั่วโมง และด้วยความที่ชอบทานบุฟเฟต์กับเพื่อนร่วมงาน ทำให้น้ำหนักตัวพุ่งขึ้นไปถึง 100 กิโลกรัม ในขณะที่เขาสูง 175 เซนติเมตร

เหตุการณ์ที่ทำให้แบงค์ต้องมาหาหมอ ไม่ใช่การไปยกของหนักในไซส์งานก่อสร้าง แต่เป็นเพียงแค่การ "ก้มลงผูกเชือกรองเท้า" ก่อนจะออกไปทำงาน จังหวะที่ก้มลงไปนั้นเอง เขารู้สึกเหมือนมีไฟช็อตแปล๊บที่หลังส่วนล่าง แล้วความเจ็บปวดก็วิ่งจี๊ดลงไปที่ขาข้างขวา จนเขาทรุดลงไปกองกับพื้น

แบงค์กลัวมากครับ กลัวว่าจะเดินไม่ได้ กลัวว่าจะต้องผ่าตัด และคำถามที่วนเวียนในหัวคือ "ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับคนที่อายุยังไม่ถึง 30?"

วันนี้หมอจะพามาทำความเข้าใจความจริงของอาการนี้กันครับ ว่ามันคืออะไร อันตรายแค่ไหน และเราจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อย่างไร

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เรื่องใหญ่ที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

จากอาการและประวัติของคุณแบงค์ หมอค่อนข้างมั่นใจว่านี่คืออาการของ "โรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท" หรือที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ว่าหมอนรองกระดูกปลิ้นนั่นเองครับ

เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด ลองจินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราเหมือน "ตึก" ที่ก่อด้วยอิฐบล็อกวางซ้อนกันหลายๆ ชั้น ระหว่างอิฐแต่ละก้อน จะมี "เบาะลม" หรือ "โดนัทที่มีไส้เจลลี่" คั่นกลางอยู่ เจ้าโดนัทนี้แหละครับคือ "หมอนรองกระดูก"

หน้าที่ของมันคือรับแรงกระแทก เวลาเราเดิน วิ่ง หรือกระโดด มันช่วยให้กระดูกไม่เสียดสีกัน และทำให้หลังเรายืดหยุ่นก้มเงยได้

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้าโดนัทชิ้นนี้ต้องรับน้ำหนักมหาศาลติดต่อกันนานๆ หรือมีการก้มผิดจังหวะ เปลือกนอกของโดนัทอาจจะฉีกขาด ทำให้ "ไส้เจลลี่" ที่อยู่ข้างในทะลักออกมา

ความซวยคือ ด้านหลังของหมอนรองกระดูก มันดันมี "สายไฟเส้นใหญ่" พาดผ่านอยู่ ซึ่งก็คือเส้นประสาทไขสันหลังที่ทำหน้าที่สั่งงานขาของเรา พอเจลลี่ที่ทะลักออกมาไปเบียดหรือกดทับสายไฟเส้นนี้ อาการ "ไฟช็อต" หรือปวดร้าวลงขาจึงเกิดขึ้นทันทีครับ

ทำไมต้องเป็น "ขา" ทั้งที่ปัญหาอยู่ที่ "หลัง"?

หลายคนสงสัยจุดนี้มากครับ ว่าปวดหลังก็ควรจะเจ็บแค่หลังสิ ทำไมถึงลงไปที่ขา

นั่นเป็นเพราะเส้นประสาทที่ถูกกดทับบริเวณเอว (Lumbar spine) เป็นเส้นประสาทที่ยาวต่อเนื่องลงไปเลี้ยงกล้ามเนื้อขา รับความรู้สึกที่ขา จนถึงปลายเท้า เมื่อต้นทาง (ที่เอว) ถูกบีบ สัญญาณที่ส่งไปยังปลายทาง (ที่ขา) จึงผิดเพี้ยนไป

คนไข้จึงไม่ได้มีแค่อาการปวดหลัง แต่จะมีอาการร่วมที่สำคัญคือ

ปวดร้าว: เหมือนไฟช็อต วิ่งจากก้นกบ ลงสะโพก ต้นขา ด้านหลังขา หรือยาวไปถึงน่องและเท้า

อาการชา: รู้สึกหนาๆ เหมือนเป็นเหน็บชา บริเวณน่องหรือเท้า

กล้ามเนื้ออ่อนแรง: ในรายที่เป็นมาก อาจกระดกข้อเท้าไม่ขึ้น หรือเดินแล้วขาพับ

น้ำหนัก 100 กิโลกรัม กับแรงกดทับมหาศาล

กรณีของคุณแบงค์ น้ำหนักตัวมีผลอย่างมากครับ ตามหลักชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้กดลงที่กระดูกสันหลังแบบ 1 ต่อ 1

แต่ในท่ายืน น้ำหนักตัวจะกดลงกระดูกสันหลังเพิ่มขึ้นหลายเท่า และยิ่งถ้าเป็นท่านั่ง (ซึ่งคนทำงานออฟฟิศเป็นกันเยอะ) แรงกดในหมอนรองกระดูกจะสูงขึ้นมหาศาล ยิ่งถ้านั่งหลังค่อม หรือนั่งก้มหน้า แรงกดนั้นอาจสูงถึง 200-300% เมื่อเทียบกับการยืน

ลองคิดดูนะครับว่า หมอนรองกระดูกชิ้นเล็กๆ ต้องแบกรับแรงกดขนาดนี้ทุกวัน วันละ 8 ชั่วโมง บวกกับน้ำหนักตัว 100 กิโลกรัม มันก็เหมือนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ แค่ก้มผูกเชือกรองเท้าเพียงนิดเดียว ก็เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หมอนรองกระดูกรับไม่ไหวแล้วครับ

การตรวจเพื่อหาความจริง

เมื่อคุณแบงค์มาถึงโรงพยาบาล สิ่งที่หมอทำไม่ใช่แค่ถามอาการ แต่ต้องตรวจร่างกายอย่างละเอียดครับ

1. การตรวจการยกขา (Straight Leg Raise Test): หมอจะให้คนไข้นอนหงายแล้วลองยกขาข้างที่ปวดขึ้นตรงๆ ถ้าเป็นโรคนี้จริง มักจะยกได้ไม่สูง (อาจจะไม่ถึง 30-70 องศา) ก็จะร้องโอดโอยเพราะเส้นประสาทถูกดึงรั้งให้ตึงและไปเบียดกับหมอนรองกระดูกมากขึ้น

2. การเอกซเรย์ (X-ray): อันนี้เป็นพื้นฐานครับ จะช่วยให้หมอเห็น "โครงสร้างกระดูก" ว่ามีความเสื่อมไหม กระดูกเคลื่อนหรือเปล่า หรือมีหินปูนเกาะไหม แต่ข้อจำกัดคือ เอกซเรย์มองไม่เห็นเส้นประสาทและหมอนรองกระดูกครับ

3. การทำเอ็มอาร์ไอ (MRI): นี่คือพระเอกของการวินิจฉัยโรคนี้ ในกรณีของคุณแบงค์ หมอส่งตรวจ MRI เพื่อความชัดเจน ภาพที่ออกมาจะเหมือนเราหั่นร่างกายออกมาดูทีละแผ่น จะเห็นชัดเจนเลยว่า "เจลลี่" ปลิ้นออกมาตรงไหน กดทับเส้นประสาทมากน้อยเพียงใด และเส้นประสาทบวมแดงอักเสบแค่ไหน

ผล MRI ของคุณแบงค์ พบว่ามีหมอนรองกระดูกปลิ้นที่ข้อ L4-L5 (กระดูกสันหลังส่วนเอวข้อที่ 4 และ 5) กดทับเส้นประสาทข้างขวาอย่างชัดเจน ซึ่งตรงกับอาการปวดร้าวลงขาขวาพอดีครับ

ทางเลือกในการรักษา: ต้องผ่าตัดไหม?

นี่คือคำถามที่คนไข้กลัวที่สุด "ผมต้องผ่าตัดไหมครับหมอ?"

คำตอบคือ "90% ของคนที่เป็นโรคนี้ ไม่ต้องผ่าตัดครับ"

ร่างกายมนุษย์มีความมหัศจรรย์ครับ หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมา ร่างกายสามารถดูดซึมกลับไปได้บางส่วน หรืออาการอักเสบสามารถลดลงได้เองถ้ารักษาถูกวิธี เราจะเริ่มจากเบาไปหาหนักเสมอครับ

1. การปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด)

สำหรับคุณแบงค์ โจทย์ใหญ่คือ "น้ำหนักตัว" และ "ท่านั่ง" หมอแนะนำให้ลดน้ำหนักอย่างจริงจัง เพราะทุกกิโลกรัมที่ลดได้ คือภาระที่หายไปจากหลัง และต้องปรับท่านั่งทำงาน ไม่นั่งแช่นานเกิน 1 ชั่วโมง ต้องลุกเดินเปลี่ยนอิริยาบถ และหลีกเลี่ยงการก้มยกของหนักเด็ดขาดในช่วงนี้

2. การใช้ยา (Medical Treatment)

ช่วงที่มีการอักเสบเฉียบพลัน ปวดจนเดินไม่ได้ หมอจะจ่ายยาเพื่อลดการอักเสบของเส้นประสาท และยาคลายกล้ามเนื้อ การทานยาต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ ไม่ควรซื้อยากินเองต่อเนื่องนานๆ เพราะอาจมีผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหารและไตได้

3. กายภาพบำบัด (Physical Therapy)

เมื่ออาการปวดทุเลาลง การทำกายภาพเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ นักกายภาพจะช่วยดึงหลัง (Traction) เพื่อเปิดช่องว่างกระดูกสันหลัง ลดแรงกดทับ และใช้เครื่องมือต่างๆ ลดปวด รวมถึงสอนท่าบริหารเพื่อสร้าง "กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว" (Core Muscle) ให้แข็งแรง เพื่อทำหน้าที่เหมือนสเตย์รัดเอวธรรมชาติ ช่วยพยุงหลังแทนกระดูก

4. การฉีดยาระงับการอักเสบเข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection)

หากกินยาและกายภาพแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือปวดมากจนทนไม่ไหว แต่ยังไม่อยากผ่าตัด การฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่เข้าไปที่บริเวณรอบๆ เส้นประสาทที่ถูกกดทับ โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์หรือเครื่องเอกซเรย์ช่วยระบุตำแหน่ง จะช่วยลดการบวมและการอักเสบได้รวดเร็วมาก วิธีนี้ปลอดภัยและไม่ต้องนอนโรงพยาบาลครับ

เมื่อไหร่ที่ "ต้อง" ผ่าตัด?

แม้หมอจะบอกว่าส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่า แต่มีบางกรณีที่เรา "รอไม่ได้" และต้องพิจารณาการผ่าตัดครับ คือ

1. ขาอ่อนแรงชัดเจน: เช่น กระดกข้อเท้าไม่ได้ นิ้วเท้าตก

2. ขับถ่ายผิดปกติ: กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ หรือปัสสาวะไม่ออก ซึ่งแปลว่าเส้นประสาทส่วนที่คุมระบบขับถ่ายโดนกดทับรุนแรง (Cauda Equina Syndrome) อันนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินครับ

3. รักษาเต็มที่แล้วไม่หาย: ผ่านไป 6-12 สัปดาห์ ทั้งกินยา กายภาพ ฉีดยา แล้วยังปวดจนใช้ชีวิตไม่ได้

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีการผ่าตัดก้าวหน้าไปมากครับ เรามี การผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscopic Spine Surgery) แผลเล็กเพียงไม่ถึง 1 เซนติเมตร เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว คนไข้สามารถลุกเดินได้หลังผ่าตัดไม่นาน ซึ่งเหมาะกับคนวัยทำงานที่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตเร็วๆ

พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

สำหรับคุณแบงค์ หลังจากได้รับยาและทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับตั้งใจลดน้ำหนักลงได้ 5 กิโลกรัมในเดือนแรก อาการปวดร้าวลงขาดีขึ้นจนแทบไม่เหลือครับ

แต่คำว่า "หายขาด" ในโรคกระดูกและข้อ ต้องทำความเข้าใจใหม่ครับ หมอนรองกระดูกที่เสื่อมหรือแตกไปแล้ว มันไม่สามารถกลับมาใสกิ๊กเหมือนของเด็กอายุ 18 ได้

สิ่งที่หายคือ "อาการปวด" และ "การอักเสบ"

หากคุณแบงค์กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม นั่งท่าเดิม น้ำหนักตัวพุ่งขึ้นอีก โอกาสที่มันจะกลับมาปวด หรือปลิ้นซ้ำที่ข้อเดิม หรือข้อใหม่ ก็มีสูงมากครับ ดังนั้น การดูแลรักษาหลังจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ "ตลอดชีวิต" เหมือนการแปรงฟัน เราต้องดูแลหลังทุกวันครับ

สรุป

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทในคนอายุน้อยและมีน้ำหนักตัวมาก เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมปัจจุบันครับ อาการปวดหลังร้าวลงขาคือสัญญาณเตือนภัยที่ร่างกายกำลังบอกว่า "ฉันรับไม่ไหวแล้วนะ"

การรักษาไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด การผ่าตัดเป็นเพียงทางเลือกสุดท้าย และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ "ตัวคนไข้เอง"

การลดน้ำหนัก การปรับท่านั่ง และการหมั่นบริหารกล้ามเนื้อหลัง คือยาวิเศษที่จะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคนี้ครับ อย่ารอให้เดินไม่ได้แล้วค่อยมาหาหมอ ฟังเสียงเตือนของร่างกายตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพกระดูกและข้อที่ดีในระยะยาวครับ

ด้วยความปรารถนาดี

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ปวดหลังคนอ้วน #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดหลังวัยทำงาน #กระดูกสันหลังเสื่อม #ชาขา #Sciatica #ลดน้ำหนักแก้ปวดหลัง #คลินิกกระดูกเชียงใหม่

References

1. Dydyk AM, Khan MZ, Singh P. Radicular Back Pain. [Updated 2023 Oct 24]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2024 Jan-. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK546593/

2. Berry DB, Rodriguez-Soto AE, Kale S, et al. Spine remodeling in obesity: a pilot study of the effects of weight loss on the lumbar spine. Spine J. 2019;19(4):727-734.

3. Zhang TT, Liu ZL, Liu YL, et al. Obesity as a Risk Factor for Low Back Pain: A Meta-Analysis. Clin Spine Surg. 2018;31(1):22-27.

4. Amin RM, Andrade NS, Neuman BJ. Lumbar Disc Herniation. Curr Rev Musculoskelet Med. 2017;10(4):507-516.

5. Kreiner DS, Hwang SW, Easa JE, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. Spine J. 2014;14(1):180-191.


No comments:

Post a Comment