Monday, December 1, 2025

ทำไมผู้ที่เคยใส่สกรูยึดกระดูกสันหลัง (pedicular screw) ถึงเสี่ยง “กระดูกสันหลังยุบ” มากกว่าคนทั่วไป?



ทำไมผู้ที่เคยใส่สกรูยึดกระดูกสันหลัง (pedicular screw) ถึงเสี่ยง “กระดูกสันหลังยุบ” มากกว่าคนทั่วไป?

หลายคนอาจคุ้นเคยกับอาการปวดหลังเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่เคยผ่าตัดใส่สกรูยึดกระดูกสันหลังมาก่อน ช่วงแรกหลังผ่าตัดหลายคนดีขึ้นมาก เดินได้ ใช้ชีวิตได้ดี แต่พอผ่านไปหลายปีอาการปวดกลับมาอีกแบบไม่รู้สาเหตุ จนหลายครอบครัวกังวลว่าเป็นเพราะสกรูหลวมหรือผ่าตัดมีปัญหา

หนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยมากคือ “กระดูกสันหลังปล้องถัดจากที่ใส่สกรูยุบตัวลง” โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคกระดูกพรุน ทำให้เจ็บหลังมากขึ้น นั่งนานไม่ได้ เดินไกลก็ล้า เป็นอาการที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

เคสตัวอย่างที่เจอบ่อย

คุณยายบุญช่วย อายุ 78 ปี เคยผ่าตัดใส่สกรูยึดกระดูกสันหลังเพราะหมอนรองกระดูกเคยทับเส้นประสาท หลังผ่าตัดก็ดีขึ้นหลายปี แต่ช่วงปีที่ผ่านมาเริ่มปวดหลังมากขึ้นทุกครั้งที่เดินหรือยืน

ลูกหลานพาไปเอกซเรย์จึงพบว่า “กระดูกสันหลังปล้องเหนือสกรูยุบตัวลง” จากโรคกระดูกพรุน ทำให้หลังเริ่มโก่งและปวดมากเวลาไอหรือจาม คุณยายเข้าใจมาตลอดว่าเป็นเพราะสกรูหลวม แต่จริง ๆ คือ “กระดูกปล้องใหม่รับแรงไม่ไหวจนยุบ”

กรณีแบบนี้พบได้บ่อยในผู้ที่เคยผ่าตัดหลัง และส่วนใหญ่รักษาได้ถ้าตรวจเร็ว

กระดูกสันหลังยุบคืออะไร (อธิบายแบบชาวบ้าน)

ลองนึกภาพกระดูกสันหลังเป็นก้อนอิฐเรียงกันเป็นเสา แต่ละก้อนต้องรับน้ำหนักจากตัวเราในทุกท่าทาง เมื่ออายุเพิ่มขึ้นหรือมีกระดูกพรุน อิฐบางก้อนบางลงเหมือนโดนปลวกแทะ พอรับน้ำหนักมาก ๆ วันหนึ่งก็ยุบตัวลง กลายเป็นอิฐบุบ ๆ ไม่เท่าก้อนอื่น

ในคนที่เคยใส่สกรูยึดข้อหลัง ข้อที่ถูกยึดไว้จะขยับน้อยลง ทำให้ "ปล้องถัดไป" ต้องทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม แรงกดที่มากผิดปกตินี้จึงเป็นตัวเร่งให้กระดูกสันหลังยุบง่ายโดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีกระดูกพรุนอยู่แล้ว

ทำไมคนใส่สกรูถึงเสี่ยงกระดูกยุบมากขึ้น?

1) ปล้องที่ใส่สกรูไม่ขยับ ทำให้ปล้องข้างเคียงรับแรงเพิ่มขึ้น

เหมือนเราตอกตะปูตรึงไม้บางแผ่นไว้ไม่ให้ขยับ แผ่นข้าง ๆ ก็ต้องยืดหยุ่นและรับน้ำหนักแทนมากขึ้น จนล้าและเสียรูปง่ายกว่าเดิม

หลังผ่าตัดใส่สกรู ข้อต่อที่ถูกยึดนั้นจะเคลื่อนไหวน้อยลง ส่งผลให้

  • ปล้องเหนือสกรู
  • และปล้องใต้สกรู

ต้องทำงานหนักขึ้น 2–3 เท่า เมื่อเวลาผ่านไปจึงยุบได้ง่าย

2) มีโรคกระดูกพรุนร่วมด้วยโดยไม่รู้ตัว

ผู้สูงอายุจำนวนมากไม่เคยตรวจความหนาแน่นกระดูกเลย ทำให้ไม่รู้ว่ากระดูกบางมากจนเสี่ยงยุบ แม้จะทำกิจกรรมปกติ เช่น ไอแรง ๆ หรือก้มตัวผิดท่า

เมื่อกระดูกพรุนเจอกับแรงกดที่เพิ่มขึ้นจากสกรูที่ยึดไว้ จึงเหมือนอิฐเก่าโดนทับซ้ำ ๆ จนบุบในที่สุด

3) กล้ามเนื้อหลังอ่อนแรงหลังผ่าตัด

หลังผ่าตัดหลายคนกลัวเจ็บจนไม่กล้าเดิน ไม่ออกแรง ทำให้กล้ามเนื้อหลังและหน้าท้องอ่อนแรงลง

พอกล้ามเนื้ออ่อนแรง ตัวกระดูกต้องรับภาระมากขึ้น จนปล้องบางปล้องยุบได้ง่าย

4) ท่าทางการเดิน–การนั่งเปลี่ยนไปหลังผ่าตัด

บางคนหลังผ่าตัดจะตัวแข็ง เดินก้าวสั้น ๆ หรือเอนไปด้านใดด้านหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ทำให้แรงกดไม่สมดุล กระดูกสันหลังปล้องใหม่รับโหลดหนักผิดตำแหน่ง

เมื่อสะสมหลายเดือนก็เกิดการยุบตัวได้

5) น้ำหนักตัวมาก หรือมีพุงเยอะ

น้ำหนักด้านหน้าเพิ่มแรงกดไปที่กระดูกสันหลังส่วนเอวตลอดเวลา ผู้ที่ใส่สกรูจึงเสี่ยงยุบมากขึ้นโดยเฉพาะปล้อง L3–L4 หรือ L4–L5

อาการที่บอกว่ากระดูกอาจกำลังยุบ

  • ปวดหลังเรื้อรังแบบตื้อ ๆ
  • ปวดมากตอนลุก ยืน นั่งนาน ๆ
  • เจ็บหลังเวลาไอหรือจาม
  • หลังโก่งมากขึ้นหรือรู้สึกตัวเตี้ยลง
  • บางครั้งมีปวดร้าวลงขาเหมือนหมอนรองกระดูกทับเส้น

ถ้ามีหลายข้อพร้อมกัน ควรตรวจทันทีเพราะอาจเป็นกระดูกยุบโดยไม่รู้ตัว

การตรวจวินิจฉัยที่ช่วยยืนยัน

1) เอกซเรย์

เห็นว่ากระดูกปล้องไหนยุบ เสียรูป หรือเริ่มแอ่นผิดปกติ

2) อัลตราซาวด์

ช่วยดูจุดกดเจ็บและการอักเสบของกล้ามเนื้อรอบ ๆ

3) เอ็มอาร์ไอ (เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า)

ช่วยดูว่า:

  • กระดูกยุบใหม่หรือเก่ายุบมานานแล้ว
  • มีกดทับเส้นประสาทร่วมด้วยหรือไม่
  • มีการอักเสบเรื้อรังเกิดขึ้นในปล้องนั้นไหม

เหมาะกับผู้ที่ปวดร้าวลงขา ปวดมากจนใช้ชีวิตไม่ได้ หรือสงสัยว่ามีภาวะแทรกซ้อน

4) ตรวจวัดความหนาแน่นกระดูก

จำเป็นมากเพราะช่วยประเมินว่ามีโรคกระดูกพรุนระดับไหน และมีโอกาสยุบซ้ำอีกหรือไม่

การรักษาแบบไม่ผ่าตัด (เป็นลำดับขั้น)

ส่วนใหญ่ผู้ป่วยที่กระดูกยุบจากโรคกระดูกพรุนสามารถรักษาแบบประคับประคองได้ดี

1) ปรับพฤติกรรม

  • หลีกเลี่ยงการก้มยกของ
  • หลีกเลี่ยงการนั่งนานเกิน 30–40 นาที
  • ใช้เสื้อพยุงหลังในช่วงที่ปวดมาก
  • ควบคุมน้ำหนักและลดพุง

2) ยา

  • ยาลดอักเสบ
  • ยาคลายกล้ามเนื้อ
  • แคลเซียมและวิตามินดี
  • ยารักษาโรคกระดูกพรุนเพื่อลดความเสี่ยงยุบซ้ำ

3) กายภาพบำบัด

ช่วยให้กล้ามเนื้อหลัง–หน้าท้องแข็งแรงขึ้น ลดแรงที่ต้องส่งไปยังปล้องกระดูก

เน้นการฝึกที่ทำได้จริง เช่น

  • ฝึกทรงตัว
  • ฝึกหายใจและแกนกลาง
  • เดินช้า ๆ ให้สม่ำเสมอ

4) การฉีดยาลดอักเสบด้วยอัลตราซาวด์

ใช้ในกรณีปวดจากข้ออักเสบหรือกล้ามเนื้อตึงตัวมาก การใช้ อัลตราซาวด์ ช่วยให้ปลอดภัยและแม่นยำ ลดปวดได้เร็ว

5) ติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

แพทย์มักนัดทุก 4–8 สัปดาห์เพื่อตรวจว่าปล้องยุบเพิ่มไหม และดูผลการรักษา

เมื่อไหร่ต้องพิจารณาผ่าตัด?

ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องผ่า แต่มีบางกรณีที่จำเป็น เช่น

  • ปวดรุนแรงมากจนเดินหรือยืนไม่ได้
  • กระดูกยุบมากจนหลังโก่งผิดรูป
  • เส้นประสาทถูกกด ทำให้ขาอ่อนแรงหรือชาหนัก
  • มีปล้องใหม่ยุบซ้ำเรื่อย ๆ จากภาพเอกซเรย์

การผ่าตัดจะเลือกแบบที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับผู้สูงอายุ เช่น การฉีดปูนพยุงกระดูก (เสริมความแข็งแรงให้ปล้องยุบ) หรือการขยายพื้นที่ที่เส้นประสาทถูกกด

พยากรณ์โรคดีขึ้นได้มากแค่ไหน?

ถ้าตรวจเร็ว รักษาตรงจุด โอกาสดีขึ้นสูงมาก อาการปวดลดลงใน 4–12 สัปดาห์ และคุณภาพชีวิตดีขึ้นอย่างชัดเจน

สิ่งสำคัญคือการดูแลโรคกระดูกพรุนควบคู่กันไป ไม่อย่างนั้นปล้องอื่นก็อาจยุบซ้ำได้อีก

ภาวะแทรกซ้อนที่ต้องระวัง

  • หลังโก่งมากขึ้นเรื่อย ๆ
  • เดินน้อยลงจนกล้ามเนื้ออ่อนแรง
  • ปวดหลังเรื้อรังจนหลับยาก
  • กระดูกยุบซ้ำหลายปล้อง

วิธีดูแลตัวเองแบบทำได้จริง

  • เดินวันละเล็กละน้อยให้สม่ำเสมอ
  • กินโปรตีนให้เพียงพอ เช่น ไข่ ปลา เต้าหู้
  • เสริมแคลเซียมและวิตามินดีตามคำแนะนำแพทย์
  • หลีกเลี่ยงการก้มยกของหนักและการหกล้มทุกชนิด
  • ทำกายภาพบำบัดสม่ำเสมอ

สรุป

สาเหตุที่ผู้ที่เคยใส่สกรูยึดกระดูกสันหลังเสี่ยงกระดูกยุบมากขึ้น เกิดจากแรงที่ถูกส่งไปยังปล้องข้างเคียงอย่างต่อเนื่อง บวกกับโรคกระดูกพรุนและกล้ามเนื้อหลังที่อ่อนแรงเมื่ออายุมากขึ้น การสังเกตอาการและตรวจให้ชัดเจนตั้งแต่ระยะต้น ช่วยให้รักษาได้ง่ายขึ้น ลดโอกาสพิการและคุณภาพชีวิตลดลง

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ใส่สกรูกระดูกสันหลัง #กระดูกสันหลังยุบ #กระดูกพรุน #ปวดหลังเรื้อรัง #ผู้สูงอายุ

 

No comments:

Post a Comment