Wednesday, December 24, 2025

เพิ่งอายุ 25 แต่ปวดหลังเหมือนคนแก่ เกิดจากอะไร และต้องทำอย่างไร?

 



เพิ่งอายุ 25 แต่ปวดหลังเหมือนคนแก่ เกิดจากอะไร และต้องทำอย่างไร?

"หมอครับ ผมเพิ่งเรียนจบ อายุยังไม่ถึง 25 เลย แต่ทำไมหลังผมมันปวดตื้อๆ ตลอดเวลา บางทีก้มหยิบของนิดเดียวก็จี๊ดขึ้นมาแล้ว แบบนี้ผมจะเป็นอัมพาตตอนแก่ไหมครับ?"

นี่คือคำถามที่หมอได้ยินบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในห้องตรวจ ช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ เรามักเข้าใจว่า "โรคปวดหลัง" เป็นเรื่องของผู้สูงอายุ เป็นเรื่องของความเสื่อมตามวัย แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ ปัจจุบันคนไข้ที่เดินเข้ามาหาหมอด้วยอาการปวดหลังเรื้อรัง มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ บางคนยังเป็นนักศึกษา หรือเพิ่งเริ่มทำงานไม่กี่ปี

เรื่องราวของ "น้องบอย" (นามสมมติ) น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี น้องบอยเป็นโปรแกรมเมอร์หนุ่มไฟแรง นั่งทำงานวันละ 10-12 ชั่วโมง พอกลับบ้านก็เล่นเกมต่อเพื่อคลายเครียด เขาเริ่มมีอาการปวดหลังส่วนล่าง ตอนแรกคิดว่าแค่นั่งนาน ไปนวดก็น่าจะหาย แต่พอนานเข้า อาการปวดเริ่มร้าวลงไปที่ก้น เวลานั่งรถขับรถนานๆ ทรมานมาก จนกระทั่งวันหนึ่งก้มลงผูกเชือกรองเท้าแล้วลุกไม่ขึ้น ต้องให้เพื่อนหามมาส่งโรงพยาบาล

สิ่งที่น้องบอยและหลายคนไม่รู้คือ อาการปวดหลังในคนอายุน้อย "ไม่ใช่เรื่องปกติ" และอาจไม่ใช่แค่กล้ามเนื้ออักเสบธรรมดาเสมอไป วันนี้หมอจะพามาเจาะลึกว่า ทำไมวัยรุ่นวัยทำงานถึงปวดหลัง และเมื่อไหร่ที่ควรต้องระวังเป็นพิเศษครับ

ความจริงของอาการปวดหลังในคนอายุน้อย

ในทางการแพทย์ เราต้องแยกให้ออกก่อนครับว่า อาการปวดนั้นมาจาก "พฤติกรรม" หรือมาจาก "โครงสร้างร่างกาย" ที่ผิดปกติ

สำหรับคนอายุน้อยกว่า 30 ปี สาเหตุส่วนใหญ่กว่า 80% มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต (Mechanical Pain) คือกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทำงานหนักเกินไป แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่งที่เป็นโรคเฉพาะทางที่มักแสดงอาการในช่วงวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว ซึ่งถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา อาจส่งผลระยะยาวไปตลอดชีวิต

สาเหตุหลักที่ทำให้คนอายุน้อยปวดหลัง

1. กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) และพฤติกรรม

นี่คือแชมป์อันดับหนึ่งครับ การนั่งท่าเดิมนานๆ โดยเฉพาะท่านั่งที่หลังค่อม ไหล่ห่อ หรือคอยื่นไปหาจอคอมพิวเตอร์ ทำให้กล้ามเนื้อหลังส่วนล่างต้องเกร็งตัวตลอดเวลาเพื่อพยุงกระดูกสันหลัง เมื่อกล้ามเนื้อเกร็งค้างนานๆ จะเกิดการคั่งของของเสียในกล้ามเนื้อ (Lactic acid) ทำให้เกิดจุดกดเจ็บ (Trigger point) และกลายเป็นความปวดเรื้อรัง

2. หมอนรองกระดูกปลิ้น (Herniated Disc)

หลายคนตกใจว่าอายุน้อยๆ เป็นได้ด้วยหรือ? เป็นได้ครับ และพบบ่อยด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มที่ยกของหนักผิดท่า หรือนั่งผิดท่าสะสมนานๆ หมอนรองกระดูกของคนหนุ่มสาวจะมีน้ำหล่อเลี้ยงเยอะ แรงดันภายในจะสูง เมื่อมีแรงกดทับผิดจังหวะ เปลือกหุ้มหมอนรองกระดูกอาจฉีกขาด ทำให้เนื้อเยลลี่ข้างในปลิ้นออกมาทับเส้นประสาท อาการเด่นคือ ปวดหลังร้าวลงขา เหมือนมีไฟฟ้าช็อต

3. กระดูกสันหลังเคลื่อนจากรอยร้าว (Spondylolysis / Spondylolisthesis)

มักพบในนักกีฬา หรือคนที่ใช้หลังแอ่นตัวเยอะๆ เช่น ยิมนาสติก ฟุตบอล หรือยกน้ำหนัก จะมีรอยร้าวเล็กๆ ที่ส่วนเชื่อมต่อของกระดูกสันหลัง ทำให้กระดูกสันหลังไม่มั่นคงและเลื่อนตัวได้ ทำให้ปวดเวลาแอ่นหลังหรือยืนนานๆ

4. โรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด (Ankylosing Spondylitis)

โรคนี้เป็น "ภัยเงียบ" ที่สำคัญมาก มักพบใน "ผู้ชาย" อายุน้อย (ช่วงวัยรุ่นถึง 30 ปี) อาการจะต่างจากปวดกล้ามเนื้อทั่วไปคือ "ยิ่งอยู่นิ่งยิ่งปวด ยิ่งขยับยิ่งดีขึ้น" มักจะมีอาการปวดและตึงหลังมากในช่วงเช้าหลังตื่นนอน พอสายๆ ได้เดินเหิน อาการจะทุเลาลง หากปล่อยทิ้งไว้ กระดูกสันหลังจะเชื่อมติดกันจนหลังแข็งก้มเงยไม่ได้

อาการแบบไหน? ที่บอกว่า "ไม่ปกติ"

การปวดเมื่อยทั่วไป พัก 2-3 วันควรจะหาย แต่ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจละเอียดครับ:

  • ปวดเรื้อรังติดต่อกันนานเกิน 2-4 สัปดาห์
  • ปวดร้าวลงสะโพก หรือร้าวลงขา ต่ำกว่าเข่าลงไป
  • มีอาการชา หรืออ่อนแรงที่ขาหรือเท้า (เช่น กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น)
  • ปวดมากตอนกลางคืน หรือปวดตอนนอนพัก (Night Pain)
  • มีไข้ เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย ปัสสาวะ หรืออุจจาระลำบาก (อันนี้ฉุกเฉินมาก)
  • หลังแข็งตึงมากในช่วงเช้า เป็นนานกว่า 30 นาที

ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย (เราหาคำตอบได้อย่างไร)

เมื่อมาหาหมอ หมอจะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด เพราะประวัติบอกโรคได้มากถึง 80% จากนั้นจะมีการตรวจร่างกาย:

1. การตรวจร่างกาย (Physical Examination)

หมอจะดูแนวของกระดูกสันหลัง ให้ลองก้ม เงย เอียงตัว และทำการทดสอบยกขา (Straight Leg Raising Test) เพื่อดูว่ามีการตึงตัวของเส้นประสาทหรือไม่ รวมถึงตรวจเช็คกำลังกล้ามเนื้อขาและการรับความรู้สึก

2. การเอกซเรย์ (X-ray)

เป็นการดูโครงสร้างกระดูกเบื้องต้น ดูความโค้งงอ ดูว่ากระดูกเคลื่อนไหม หรือมีกระดูกงอกผิดปกติไหม แต่เอกซเรย์จะไม่เห็นหมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาทครับ

3. การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

ในกรณีที่สงสัยว่ามีการกดทับเส้นประสาท หรือสงสัยโรคข้ออักเสบ การทำ MRI จะให้คำตอบที่ชัดเจนที่สุด จะเห็นความเสื่อมของหมอนรองกระดูก เห็นการอักเสบ และเห็นว่าเส้นประสาทถูกกดทับมากน้อยแค่ไหน ข้อดีคือไม่มีรังสีตกค้าง

ปัจจัยเสี่ยงที่เร่งให้ "หลังพัง" ก่อนวัย

  • น้ำหนักตัวเกิน: พุงที่ยื่นไปข้างหน้า จะดึงกระดูกสันหลังให้แอ่นตาม เพิ่มแรงกดที่ข้อต่อด้านหลังมหาศาล
  • การสูบบุหรี่: สารนิโคตินทำให้เส้นเลือดหดตัว เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกน้อยลง ทำให้เสื่อมเร็วขึ้นอย่างชัดเจน
  • ที่นอนและท่านอน: ที่นอนนุ่มหรือแข็งเกินไป หรือการนอนขดตัวตลอดคืน
  • การขาดการออกกำลังกาย: กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) ที่ไม่แข็งแรง เปรียบเสมือนเสาบ้านที่ผุพัง ทำให้กระดูกสันหลังต้องรับภาระหนักเพียงลำพัง

แนวทางการรักษา: จากเบาไปหาหนัก

ข่าวดีคือ คนอายุน้อยที่มีอาการปวดหลัง "ส่วนใหญ่หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด" หากเรารู้สาเหตุและแก้ที่ต้นเหตุครับ

1. การปรับพฤติกรรม (Lifestyle Modification)

นี่คือยาขนานเอกที่สำคัญที่สุดครับ

  • การนั่ง: ต้องนั่งให้ก้นชิดพนักพิง มีหมอนใบเล็กหนุนหลังส่วนล่าง จอคอมพิวเตอร์ต้องอยู่ระดับสายตา ไม่ก้มหน้าเล่นมือถือนาน
  • การยกของ: ย่อเข่าลงไปยกเสมอ ให้ของชิดลำตัว ห้ามก้มหลังแล้วเอื้อมหยิบของ

2. การใช้ยา (Medication)

หมออาจจ่ายยาเพื่อลดการอักเสบและคลายกล้ามเนื้อ ในกลุ่ม NSAIDs หรือยาคลายเส้น แต่จะให้ทานในช่วงสั้นๆ เพื่อให้หายเจ็บจนสามารถไปทำกายภาพต่อได้ ไม่แนะนำให้ซื้อยากินเองต่อเนื่องนานๆ เพราะอาจมีผลข้างเคียงต่อกระเพาะและไตได้

3. กายภาพบำบัด (Physical Therapy)

การดึงหลัง การใช้ความร้อน/เย็น หรืออัลตราซาวด์ ช่วยลดปวดได้ แต่หัวใจสำคัญคือ "การบริหารกล้ามเนื้อ" (Core Stabilization Exercise) เพื่อสร้างเกราะป้องกันหลังตามธรรมชาติ ให้กล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังแข็งแรงพอที่จะช่วยพยุงกระดูก

4. การฉีดยาระงับการอักเสบ (Intervention)

หากทานยาและกายภาพแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือปวดมากจนทำกายภาพไม่ไหว ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีการฉีดยาสเตียรอยด์ลดการอักเสบเข้าที่โพรงประสาท (Epidural Steroid Injection) หรือฉีดที่ข้อต่อกระดูกสันหลัง โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์หรือเครื่องเอกซเรย์นำทาง เพื่อความแม่นยำและปลอดภัย วิธีนี้ช่วยลดปวดได้รวดเร็วและหลีกเลี่ยงการผ่าตัดได้ในหลายราย

5. การผ่าตัด (Surgery)

เราจะพิจารณาการผ่าตัดเป็น "ทางเลือกสุดท้าย" เสมอ จะทำก็ต่อเมื่อ:

  • มีอาการอ่อนแรงของขาชัดเจน หรือกล้ามเนื้อลีบลง
  • ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้
  • ปวดทรมานมากจนใช้ชีวิตไม่ได้ และรักษาด้วยวิธีอื่นมา 6-8 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น

ปัจจุบันการผ่าตัดแผลเล็กมาก (Minimally Invasive Surgery) เช่น การส่องกล้อง (Endoscopic) แผลขนาดไม่ถึง 1 เซนติเมตร เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว และกลับไปใช้ชีวิตได้เร็วครับ

พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

สำหรับคนอายุน้อย หากสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อ (Office Syndrome) สามารถ "หายขาด" ได้ครับ หากปรับพฤติกรรมและออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ถ้าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ส่วนใหญ่ 90% อาการจะดีขึ้นจนกลับไปใช้ชีวิตปกติได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่อาจจะต้องระมัดระวังเรื่องการยกของหนักไปตลอด เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

ส่วนในกลุ่มโรคข้อสันหลังอักเสบ (Ankylosing Spondylitis) แม้จะไม่หายขาด แต่การรักษาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จะช่วยให้โรคสงบและใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติครับ

สรุป

อาการปวดหลังในคนอายุน้อย เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายที่บอกว่า "เรากำลังใช้งานเขาผิดวิธี" อย่าเพิกเฉยหรือคิดว่าเดี๋ยวก็หายครับ การดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ ปรับท่านั่ง เสริมสร้างกล้ามเนื้อ และมาพบแพทย์เมื่อมีสัญญาณเตือน จะช่วยให้คุณมีกระดูกสันหลังที่แข็งแรงอยู่คู่กับคุณไปจนแก่เฒ่า

การรักษากระดูกสันหลังที่ดีที่สุด ไม่ใช่การผ่าตัด แต่คือการดูแลรักษามันไว้ไม่ให้เสื่อมก่อนเวลาอันควรครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังอายุน้อย #ออฟฟิศซินโดรม #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ปวดหลังเรื้อรัง #กระดูกสันหลัง #กายภาพบำบัด #ปวดเอว #หมอเก่งกระดูกและข้อ #เชียงใหม่ #สุขภาพวัยทำงาน


เอกสารอ้างอิง (References)

  1. Wu A, March L, Zheng X, et al. Global low back pain prevalence and years lived with disability from 1990 to 2017: estimates from the Global Burden of Disease Study 2017. Ann Transl Med. 2020;8(6):299.
  2. Hartvigsen J, Hancock MJ, Kongsted A, et al. What low back pain is and why we need to pay attention. Lancet. 2018;391(10137):2356-2367.
  3. National Institute for Health and Care Excellence (NICE). Low back pain and sciatica in over 16s: assessment and management. London: NICE; 2016.
  4. Tauchi R, Deie M, Adachi N, et al. Spondylolysis in young athletes: Current concepts and management. J Orthop Sci. 2018;23(4):599-606.
  5. Sieper J, Poddubnyy D. Axial spondyloarthritis. Lancet. 2017;390(10089):73-84.

No comments:

Post a Comment