Thursday, December 25, 2025

อายุยังน้อย น้ำหนักตัวเยอะ อยู่ๆ ก็ปวดหลังร้าวลงขา อาการนี้บอกอะไรเรา?


อายุยังน้อย น้ำหนักตัวเยอะ อยู่ๆ ก็ปวดหลังร้าวลงขา อาการนี้บอกอะไรเรา?

"หมอครับ ผมเพิ่งอายุ 28 เอง ทำไมปวดหลังเหมือนคนแก่เลย แถมตอนนี้มันร้าวลงขาจนชาไปหมด เดินแทบไม่ไหวแล้วครับ"

นี่คือประโยคแรกที่ "แบงค์" (นามสมมติ) ชายหนุ่มร่างใหญ่ วัยทำงาน เดินกะเผลกเข้ามาในห้องตรวจด้วยสีหน้ากังวลสุดขีด

แบงค์ทำงานด้านไอที นั่งหน้าคอมพิวเตอร์วันละ 8-10 ชั่วโมง และด้วยความที่ชอบทานบุฟเฟต์กับเพื่อนร่วมงาน ทำให้น้ำหนักตัวพุ่งขึ้นไปถึง 100 กิโลกรัม ในขณะที่เขาสูง 175 เซนติเมตร

เหตุการณ์ที่ทำให้แบงค์ต้องมาหาหมอ ไม่ใช่การไปยกของหนักในไซส์งานก่อสร้าง แต่เป็นเพียงแค่การ "ก้มลงผูกเชือกรองเท้า" ก่อนจะออกไปทำงาน จังหวะที่ก้มลงไปนั้นเอง เขารู้สึกเหมือนมีไฟช็อตแปล๊บที่หลังส่วนล่าง แล้วความเจ็บปวดก็วิ่งจี๊ดลงไปที่ขาข้างขวา จนเขาทรุดลงไปกองกับพื้น

แบงค์กลัวมากครับ กลัวว่าจะเดินไม่ได้ กลัวว่าจะต้องผ่าตัด และคำถามที่วนเวียนในหัวคือ "ทำไมเรื่องแบบนี้ต้องเกิดขึ้นกับคนที่อายุยังไม่ถึง 30?"

วันนี้หมอจะพามาทำความเข้าใจความจริงของอาการนี้กันครับ ว่ามันคืออะไร อันตรายแค่ไหน และเราจะกลับมาใช้ชีวิตปกติได้อย่างไร

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท เรื่องใหญ่ที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด

จากอาการและประวัติของคุณแบงค์ หมอค่อนข้างมั่นใจว่านี่คืออาการของ "โรคหมอนรองกระดูกสันหลังทับเส้นประสาท" หรือที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ว่าหมอนรองกระดูกปลิ้นนั่นเองครับ

เพื่อให้เห็นภาพง่ายที่สุด ลองจินตนาการว่ากระดูกสันหลังของเราเหมือน "ตึก" ที่ก่อด้วยอิฐบล็อกวางซ้อนกันหลายๆ ชั้น ระหว่างอิฐแต่ละก้อน จะมี "เบาะลม" หรือ "โดนัทที่มีไส้เจลลี่" คั่นกลางอยู่ เจ้าโดนัทนี้แหละครับคือ "หมอนรองกระดูก"

หน้าที่ของมันคือรับแรงกระแทก เวลาเราเดิน วิ่ง หรือกระโดด มันช่วยให้กระดูกไม่เสียดสีกัน และทำให้หลังเรายืดหยุ่นก้มเงยได้

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เจ้าโดนัทชิ้นนี้ต้องรับน้ำหนักมหาศาลติดต่อกันนานๆ หรือมีการก้มผิดจังหวะ เปลือกนอกของโดนัทอาจจะฉีกขาด ทำให้ "ไส้เจลลี่" ที่อยู่ข้างในทะลักออกมา

ความซวยคือ ด้านหลังของหมอนรองกระดูก มันดันมี "สายไฟเส้นใหญ่" พาดผ่านอยู่ ซึ่งก็คือเส้นประสาทไขสันหลังที่ทำหน้าที่สั่งงานขาของเรา พอเจลลี่ที่ทะลักออกมาไปเบียดหรือกดทับสายไฟเส้นนี้ อาการ "ไฟช็อต" หรือปวดร้าวลงขาจึงเกิดขึ้นทันทีครับ

ทำไมต้องเป็น "ขา" ทั้งที่ปัญหาอยู่ที่ "หลัง"?

หลายคนสงสัยจุดนี้มากครับ ว่าปวดหลังก็ควรจะเจ็บแค่หลังสิ ทำไมถึงลงไปที่ขา

นั่นเป็นเพราะเส้นประสาทที่ถูกกดทับบริเวณเอว (Lumbar spine) เป็นเส้นประสาทที่ยาวต่อเนื่องลงไปเลี้ยงกล้ามเนื้อขา รับความรู้สึกที่ขา จนถึงปลายเท้า เมื่อต้นทาง (ที่เอว) ถูกบีบ สัญญาณที่ส่งไปยังปลายทาง (ที่ขา) จึงผิดเพี้ยนไป

คนไข้จึงไม่ได้มีแค่อาการปวดหลัง แต่จะมีอาการร่วมที่สำคัญคือ

ปวดร้าว: เหมือนไฟช็อต วิ่งจากก้นกบ ลงสะโพก ต้นขา ด้านหลังขา หรือยาวไปถึงน่องและเท้า

อาการชา: รู้สึกหนาๆ เหมือนเป็นเหน็บชา บริเวณน่องหรือเท้า

กล้ามเนื้ออ่อนแรง: ในรายที่เป็นมาก อาจกระดกข้อเท้าไม่ขึ้น หรือเดินแล้วขาพับ

น้ำหนัก 100 กิโลกรัม กับแรงกดทับมหาศาล

กรณีของคุณแบงค์ น้ำหนักตัวมีผลอย่างมากครับ ตามหลักชีวกลศาสตร์ (Biomechanics) น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้กดลงที่กระดูกสันหลังแบบ 1 ต่อ 1

แต่ในท่ายืน น้ำหนักตัวจะกดลงกระดูกสันหลังเพิ่มขึ้นหลายเท่า และยิ่งถ้าเป็นท่านั่ง (ซึ่งคนทำงานออฟฟิศเป็นกันเยอะ) แรงกดในหมอนรองกระดูกจะสูงขึ้นมหาศาล ยิ่งถ้านั่งหลังค่อม หรือนั่งก้มหน้า แรงกดนั้นอาจสูงถึง 200-300% เมื่อเทียบกับการยืน

ลองคิดดูนะครับว่า หมอนรองกระดูกชิ้นเล็กๆ ต้องแบกรับแรงกดขนาดนี้ทุกวัน วันละ 8 ชั่วโมง บวกกับน้ำหนักตัว 100 กิโลกรัม มันก็เหมือนระเบิดเวลาที่รอวันปะทุ แค่ก้มผูกเชือกรองเท้าเพียงนิดเดียว ก็เป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หมอนรองกระดูกรับไม่ไหวแล้วครับ

การตรวจเพื่อหาความจริง

เมื่อคุณแบงค์มาถึงโรงพยาบาล สิ่งที่หมอทำไม่ใช่แค่ถามอาการ แต่ต้องตรวจร่างกายอย่างละเอียดครับ

1. การตรวจการยกขา (Straight Leg Raise Test): หมอจะให้คนไข้นอนหงายแล้วลองยกขาข้างที่ปวดขึ้นตรงๆ ถ้าเป็นโรคนี้จริง มักจะยกได้ไม่สูง (อาจจะไม่ถึง 30-70 องศา) ก็จะร้องโอดโอยเพราะเส้นประสาทถูกดึงรั้งให้ตึงและไปเบียดกับหมอนรองกระดูกมากขึ้น

2. การเอกซเรย์ (X-ray): อันนี้เป็นพื้นฐานครับ จะช่วยให้หมอเห็น "โครงสร้างกระดูก" ว่ามีความเสื่อมไหม กระดูกเคลื่อนหรือเปล่า หรือมีหินปูนเกาะไหม แต่ข้อจำกัดคือ เอกซเรย์มองไม่เห็นเส้นประสาทและหมอนรองกระดูกครับ

3. การทำเอ็มอาร์ไอ (MRI): นี่คือพระเอกของการวินิจฉัยโรคนี้ ในกรณีของคุณแบงค์ หมอส่งตรวจ MRI เพื่อความชัดเจน ภาพที่ออกมาจะเหมือนเราหั่นร่างกายออกมาดูทีละแผ่น จะเห็นชัดเจนเลยว่า "เจลลี่" ปลิ้นออกมาตรงไหน กดทับเส้นประสาทมากน้อยเพียงใด และเส้นประสาทบวมแดงอักเสบแค่ไหน

ผล MRI ของคุณแบงค์ พบว่ามีหมอนรองกระดูกปลิ้นที่ข้อ L4-L5 (กระดูกสันหลังส่วนเอวข้อที่ 4 และ 5) กดทับเส้นประสาทข้างขวาอย่างชัดเจน ซึ่งตรงกับอาการปวดร้าวลงขาขวาพอดีครับ

ทางเลือกในการรักษา: ต้องผ่าตัดไหม?

นี่คือคำถามที่คนไข้กลัวที่สุด "ผมต้องผ่าตัดไหมครับหมอ?"

คำตอบคือ "90% ของคนที่เป็นโรคนี้ ไม่ต้องผ่าตัดครับ"

ร่างกายมนุษย์มีความมหัศจรรย์ครับ หมอนรองกระดูกที่ปลิ้นออกมา ร่างกายสามารถดูดซึมกลับไปได้บางส่วน หรืออาการอักเสบสามารถลดลงได้เองถ้ารักษาถูกวิธี เราจะเริ่มจากเบาไปหาหนักเสมอครับ

1. การปรับพฤติกรรม (สำคัญที่สุด)

สำหรับคุณแบงค์ โจทย์ใหญ่คือ "น้ำหนักตัว" และ "ท่านั่ง" หมอแนะนำให้ลดน้ำหนักอย่างจริงจัง เพราะทุกกิโลกรัมที่ลดได้ คือภาระที่หายไปจากหลัง และต้องปรับท่านั่งทำงาน ไม่นั่งแช่นานเกิน 1 ชั่วโมง ต้องลุกเดินเปลี่ยนอิริยาบถ และหลีกเลี่ยงการก้มยกของหนักเด็ดขาดในช่วงนี้

2. การใช้ยา (Medical Treatment)

ช่วงที่มีการอักเสบเฉียบพลัน ปวดจนเดินไม่ได้ หมอจะจ่ายยาเพื่อลดการอักเสบของเส้นประสาท และยาคลายกล้ามเนื้อ การทานยาต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ ไม่ควรซื้อยากินเองต่อเนื่องนานๆ เพราะอาจมีผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหารและไตได้

3. กายภาพบำบัด (Physical Therapy)

เมื่ออาการปวดทุเลาลง การทำกายภาพเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ นักกายภาพจะช่วยดึงหลัง (Traction) เพื่อเปิดช่องว่างกระดูกสันหลัง ลดแรงกดทับ และใช้เครื่องมือต่างๆ ลดปวด รวมถึงสอนท่าบริหารเพื่อสร้าง "กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว" (Core Muscle) ให้แข็งแรง เพื่อทำหน้าที่เหมือนสเตย์รัดเอวธรรมชาติ ช่วยพยุงหลังแทนกระดูก

4. การฉีดยาระงับการอักเสบเข้าโพรงประสาท (Epidural Steroid Injection)

หากกินยาและกายภาพแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือปวดมากจนทนไม่ไหว แต่ยังไม่อยากผ่าตัด การฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะที่เข้าไปที่บริเวณรอบๆ เส้นประสาทที่ถูกกดทับ โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์หรือเครื่องเอกซเรย์ช่วยระบุตำแหน่ง จะช่วยลดการบวมและการอักเสบได้รวดเร็วมาก วิธีนี้ปลอดภัยและไม่ต้องนอนโรงพยาบาลครับ

เมื่อไหร่ที่ "ต้อง" ผ่าตัด?

แม้หมอจะบอกว่าส่วนใหญ่ไม่ต้องผ่า แต่มีบางกรณีที่เรา "รอไม่ได้" และต้องพิจารณาการผ่าตัดครับ คือ

1. ขาอ่อนแรงชัดเจน: เช่น กระดกข้อเท้าไม่ได้ นิ้วเท้าตก

2. ขับถ่ายผิดปกติ: กลั้นปัสสาวะหรืออุจจาระไม่ได้ หรือปัสสาวะไม่ออก ซึ่งแปลว่าเส้นประสาทส่วนที่คุมระบบขับถ่ายโดนกดทับรุนแรง (Cauda Equina Syndrome) อันนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินครับ

3. รักษาเต็มที่แล้วไม่หาย: ผ่านไป 6-12 สัปดาห์ ทั้งกินยา กายภาพ ฉีดยา แล้วยังปวดจนใช้ชีวิตไม่ได้

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีการผ่าตัดก้าวหน้าไปมากครับ เรามี การผ่าตัดส่องกล้อง (Endoscopic Spine Surgery) แผลเล็กเพียงไม่ถึง 1 เซนติเมตร เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว คนไข้สามารถลุกเดินได้หลังผ่าตัดไม่นาน ซึ่งเหมาะกับคนวัยทำงานที่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตเร็วๆ

พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

สำหรับคุณแบงค์ หลังจากได้รับยาและทำกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับตั้งใจลดน้ำหนักลงได้ 5 กิโลกรัมในเดือนแรก อาการปวดร้าวลงขาดีขึ้นจนแทบไม่เหลือครับ

แต่คำว่า "หายขาด" ในโรคกระดูกและข้อ ต้องทำความเข้าใจใหม่ครับ หมอนรองกระดูกที่เสื่อมหรือแตกไปแล้ว มันไม่สามารถกลับมาใสกิ๊กเหมือนของเด็กอายุ 18 ได้

สิ่งที่หายคือ "อาการปวด" และ "การอักเสบ"

หากคุณแบงค์กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม นั่งท่าเดิม น้ำหนักตัวพุ่งขึ้นอีก โอกาสที่มันจะกลับมาปวด หรือปลิ้นซ้ำที่ข้อเดิม หรือข้อใหม่ ก็มีสูงมากครับ ดังนั้น การดูแลรักษาหลังจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำ "ตลอดชีวิต" เหมือนการแปรงฟัน เราต้องดูแลหลังทุกวันครับ

สรุป

โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทในคนอายุน้อยและมีน้ำหนักตัวมาก เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมปัจจุบันครับ อาการปวดหลังร้าวลงขาคือสัญญาณเตือนภัยที่ร่างกายกำลังบอกว่า "ฉันรับไม่ไหวแล้วนะ"

การรักษาไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด การผ่าตัดเป็นเพียงทางเลือกสุดท้าย และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ "ตัวคนไข้เอง"

การลดน้ำหนัก การปรับท่านั่ง และการหมั่นบริหารกล้ามเนื้อหลัง คือยาวิเศษที่จะช่วยให้เราห่างไกลจากโรคนี้ครับ อย่ารอให้เดินไม่ได้แล้วค่อยมาหาหมอ ฟังเสียงเตือนของร่างกายตั้งแต่วันนี้ เพื่อสุขภาพกระดูกและข้อที่ดีในระยะยาวครับ

ด้วยความปรารถนาดี

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังร้าวลงขา #หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท #ปวดหลังคนอ้วน #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดหลังวัยทำงาน #กระดูกสันหลังเสื่อม #ชาขา #Sciatica #ลดน้ำหนักแก้ปวดหลัง #คลินิกกระดูกเชียงใหม่

References

1. Dydyk AM, Khan MZ, Singh P. Radicular Back Pain. [Updated 2023 Oct 24]. In: StatPearls [Internet]. Treasure Island (FL): StatPearls Publishing; 2024 Jan-. Available from: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/books/NBK546593/

2. Berry DB, Rodriguez-Soto AE, Kale S, et al. Spine remodeling in obesity: a pilot study of the effects of weight loss on the lumbar spine. Spine J. 2019;19(4):727-734.

3. Zhang TT, Liu ZL, Liu YL, et al. Obesity as a Risk Factor for Low Back Pain: A Meta-Analysis. Clin Spine Surg. 2018;31(1):22-27.

4. Amin RM, Andrade NS, Neuman BJ. Lumbar Disc Herniation. Curr Rev Musculoskelet Med. 2017;10(4):507-516.

5. Kreiner DS, Hwang SW, Easa JE, et al. An evidence-based clinical guideline for the diagnosis and treatment of lumbar disc herniation with radiculopathy. Spine J. 2014;14(1):180-191.


Wednesday, December 24, 2025

เพิ่งอายุ 25 แต่ปวดหลังเหมือนคนแก่ เกิดจากอะไร และต้องทำอย่างไร?

 



เพิ่งอายุ 25 แต่ปวดหลังเหมือนคนแก่ เกิดจากอะไร และต้องทำอย่างไร?

"หมอครับ ผมเพิ่งเรียนจบ อายุยังไม่ถึง 25 เลย แต่ทำไมหลังผมมันปวดตื้อๆ ตลอดเวลา บางทีก้มหยิบของนิดเดียวก็จี๊ดขึ้นมาแล้ว แบบนี้ผมจะเป็นอัมพาตตอนแก่ไหมครับ?"

นี่คือคำถามที่หมอได้ยินบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในห้องตรวจ ช่วง 2-3 ปีหลังมานี้ เรามักเข้าใจว่า "โรคปวดหลัง" เป็นเรื่องของผู้สูงอายุ เป็นเรื่องของความเสื่อมตามวัย แต่ความจริงที่น่าตกใจคือ ปัจจุบันคนไข้ที่เดินเข้ามาหาหมอด้วยอาการปวดหลังเรื้อรัง มีอายุน้อยลงเรื่อยๆ บางคนยังเป็นนักศึกษา หรือเพิ่งเริ่มทำงานไม่กี่ปี

เรื่องราวของ "น้องบอย" (นามสมมติ) น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี น้องบอยเป็นโปรแกรมเมอร์หนุ่มไฟแรง นั่งทำงานวันละ 10-12 ชั่วโมง พอกลับบ้านก็เล่นเกมต่อเพื่อคลายเครียด เขาเริ่มมีอาการปวดหลังส่วนล่าง ตอนแรกคิดว่าแค่นั่งนาน ไปนวดก็น่าจะหาย แต่พอนานเข้า อาการปวดเริ่มร้าวลงไปที่ก้น เวลานั่งรถขับรถนานๆ ทรมานมาก จนกระทั่งวันหนึ่งก้มลงผูกเชือกรองเท้าแล้วลุกไม่ขึ้น ต้องให้เพื่อนหามมาส่งโรงพยาบาล

สิ่งที่น้องบอยและหลายคนไม่รู้คือ อาการปวดหลังในคนอายุน้อย "ไม่ใช่เรื่องปกติ" และอาจไม่ใช่แค่กล้ามเนื้ออักเสบธรรมดาเสมอไป วันนี้หมอจะพามาเจาะลึกว่า ทำไมวัยรุ่นวัยทำงานถึงปวดหลัง และเมื่อไหร่ที่ควรต้องระวังเป็นพิเศษครับ

ความจริงของอาการปวดหลังในคนอายุน้อย

ในทางการแพทย์ เราต้องแยกให้ออกก่อนครับว่า อาการปวดนั้นมาจาก "พฤติกรรม" หรือมาจาก "โครงสร้างร่างกาย" ที่ผิดปกติ

สำหรับคนอายุน้อยกว่า 30 ปี สาเหตุส่วนใหญ่กว่า 80% มักเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต (Mechanical Pain) คือกล้ามเนื้อและเส้นเอ็นทำงานหนักเกินไป แต่ก็มีอีกส่วนหนึ่งที่เป็นโรคเฉพาะทางที่มักแสดงอาการในช่วงวัยรุ่นหรือวัยหนุ่มสาว ซึ่งถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา อาจส่งผลระยะยาวไปตลอดชีวิต

สาเหตุหลักที่ทำให้คนอายุน้อยปวดหลัง

1. กลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) และพฤติกรรม

นี่คือแชมป์อันดับหนึ่งครับ การนั่งท่าเดิมนานๆ โดยเฉพาะท่านั่งที่หลังค่อม ไหล่ห่อ หรือคอยื่นไปหาจอคอมพิวเตอร์ ทำให้กล้ามเนื้อหลังส่วนล่างต้องเกร็งตัวตลอดเวลาเพื่อพยุงกระดูกสันหลัง เมื่อกล้ามเนื้อเกร็งค้างนานๆ จะเกิดการคั่งของของเสียในกล้ามเนื้อ (Lactic acid) ทำให้เกิดจุดกดเจ็บ (Trigger point) และกลายเป็นความปวดเรื้อรัง

2. หมอนรองกระดูกปลิ้น (Herniated Disc)

หลายคนตกใจว่าอายุน้อยๆ เป็นได้ด้วยหรือ? เป็นได้ครับ และพบบ่อยด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มที่ยกของหนักผิดท่า หรือนั่งผิดท่าสะสมนานๆ หมอนรองกระดูกของคนหนุ่มสาวจะมีน้ำหล่อเลี้ยงเยอะ แรงดันภายในจะสูง เมื่อมีแรงกดทับผิดจังหวะ เปลือกหุ้มหมอนรองกระดูกอาจฉีกขาด ทำให้เนื้อเยลลี่ข้างในปลิ้นออกมาทับเส้นประสาท อาการเด่นคือ ปวดหลังร้าวลงขา เหมือนมีไฟฟ้าช็อต

3. กระดูกสันหลังเคลื่อนจากรอยร้าว (Spondylolysis / Spondylolisthesis)

มักพบในนักกีฬา หรือคนที่ใช้หลังแอ่นตัวเยอะๆ เช่น ยิมนาสติก ฟุตบอล หรือยกน้ำหนัก จะมีรอยร้าวเล็กๆ ที่ส่วนเชื่อมต่อของกระดูกสันหลัง ทำให้กระดูกสันหลังไม่มั่นคงและเลื่อนตัวได้ ทำให้ปวดเวลาแอ่นหลังหรือยืนนานๆ

4. โรคข้อสันหลังอักเสบยึดติด (Ankylosing Spondylitis)

โรคนี้เป็น "ภัยเงียบ" ที่สำคัญมาก มักพบใน "ผู้ชาย" อายุน้อย (ช่วงวัยรุ่นถึง 30 ปี) อาการจะต่างจากปวดกล้ามเนื้อทั่วไปคือ "ยิ่งอยู่นิ่งยิ่งปวด ยิ่งขยับยิ่งดีขึ้น" มักจะมีอาการปวดและตึงหลังมากในช่วงเช้าหลังตื่นนอน พอสายๆ ได้เดินเหิน อาการจะทุเลาลง หากปล่อยทิ้งไว้ กระดูกสันหลังจะเชื่อมติดกันจนหลังแข็งก้มเงยไม่ได้

อาการแบบไหน? ที่บอกว่า "ไม่ปกติ"

การปวดเมื่อยทั่วไป พัก 2-3 วันควรจะหาย แต่ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจละเอียดครับ:

  • ปวดเรื้อรังติดต่อกันนานเกิน 2-4 สัปดาห์
  • ปวดร้าวลงสะโพก หรือร้าวลงขา ต่ำกว่าเข่าลงไป
  • มีอาการชา หรืออ่อนแรงที่ขาหรือเท้า (เช่น กระดกข้อเท้าไม่ขึ้น)
  • ปวดมากตอนกลางคืน หรือปวดตอนนอนพัก (Night Pain)
  • มีไข้ เบื่ออาหาร หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย ปัสสาวะ หรืออุจจาระลำบาก (อันนี้ฉุกเฉินมาก)
  • หลังแข็งตึงมากในช่วงเช้า เป็นนานกว่า 30 นาที

ขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย (เราหาคำตอบได้อย่างไร)

เมื่อมาหาหมอ หมอจะเริ่มจากการซักประวัติอย่างละเอียด เพราะประวัติบอกโรคได้มากถึง 80% จากนั้นจะมีการตรวจร่างกาย:

1. การตรวจร่างกาย (Physical Examination)

หมอจะดูแนวของกระดูกสันหลัง ให้ลองก้ม เงย เอียงตัว และทำการทดสอบยกขา (Straight Leg Raising Test) เพื่อดูว่ามีการตึงตัวของเส้นประสาทหรือไม่ รวมถึงตรวจเช็คกำลังกล้ามเนื้อขาและการรับความรู้สึก

2. การเอกซเรย์ (X-ray)

เป็นการดูโครงสร้างกระดูกเบื้องต้น ดูความโค้งงอ ดูว่ากระดูกเคลื่อนไหม หรือมีกระดูกงอกผิดปกติไหม แต่เอกซเรย์จะไม่เห็นหมอนรองกระดูกหรือเส้นประสาทครับ

3. การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)

ในกรณีที่สงสัยว่ามีการกดทับเส้นประสาท หรือสงสัยโรคข้ออักเสบ การทำ MRI จะให้คำตอบที่ชัดเจนที่สุด จะเห็นความเสื่อมของหมอนรองกระดูก เห็นการอักเสบ และเห็นว่าเส้นประสาทถูกกดทับมากน้อยแค่ไหน ข้อดีคือไม่มีรังสีตกค้าง

ปัจจัยเสี่ยงที่เร่งให้ "หลังพัง" ก่อนวัย

  • น้ำหนักตัวเกิน: พุงที่ยื่นไปข้างหน้า จะดึงกระดูกสันหลังให้แอ่นตาม เพิ่มแรงกดที่ข้อต่อด้านหลังมหาศาล
  • การสูบบุหรี่: สารนิโคตินทำให้เส้นเลือดหดตัว เลือดไปเลี้ยงหมอนรองกระดูกน้อยลง ทำให้เสื่อมเร็วขึ้นอย่างชัดเจน
  • ที่นอนและท่านอน: ที่นอนนุ่มหรือแข็งเกินไป หรือการนอนขดตัวตลอดคืน
  • การขาดการออกกำลังกาย: กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว (Core Muscle) ที่ไม่แข็งแรง เปรียบเสมือนเสาบ้านที่ผุพัง ทำให้กระดูกสันหลังต้องรับภาระหนักเพียงลำพัง

แนวทางการรักษา: จากเบาไปหาหนัก

ข่าวดีคือ คนอายุน้อยที่มีอาการปวดหลัง "ส่วนใหญ่หายได้โดยไม่ต้องผ่าตัด" หากเรารู้สาเหตุและแก้ที่ต้นเหตุครับ

1. การปรับพฤติกรรม (Lifestyle Modification)

นี่คือยาขนานเอกที่สำคัญที่สุดครับ

  • การนั่ง: ต้องนั่งให้ก้นชิดพนักพิง มีหมอนใบเล็กหนุนหลังส่วนล่าง จอคอมพิวเตอร์ต้องอยู่ระดับสายตา ไม่ก้มหน้าเล่นมือถือนาน
  • การยกของ: ย่อเข่าลงไปยกเสมอ ให้ของชิดลำตัว ห้ามก้มหลังแล้วเอื้อมหยิบของ

2. การใช้ยา (Medication)

หมออาจจ่ายยาเพื่อลดการอักเสบและคลายกล้ามเนื้อ ในกลุ่ม NSAIDs หรือยาคลายเส้น แต่จะให้ทานในช่วงสั้นๆ เพื่อให้หายเจ็บจนสามารถไปทำกายภาพต่อได้ ไม่แนะนำให้ซื้อยากินเองต่อเนื่องนานๆ เพราะอาจมีผลข้างเคียงต่อกระเพาะและไตได้

3. กายภาพบำบัด (Physical Therapy)

การดึงหลัง การใช้ความร้อน/เย็น หรืออัลตราซาวด์ ช่วยลดปวดได้ แต่หัวใจสำคัญคือ "การบริหารกล้ามเนื้อ" (Core Stabilization Exercise) เพื่อสร้างเกราะป้องกันหลังตามธรรมชาติ ให้กล้ามเนื้อหน้าท้องและหลังแข็งแรงพอที่จะช่วยพยุงกระดูก

4. การฉีดยาระงับการอักเสบ (Intervention)

หากทานยาและกายภาพแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือปวดมากจนทำกายภาพไม่ไหว ปัจจุบันเรามีเทคโนโลยีการฉีดยาสเตียรอยด์ลดการอักเสบเข้าที่โพรงประสาท (Epidural Steroid Injection) หรือฉีดที่ข้อต่อกระดูกสันหลัง โดยใช้เครื่องอัลตราซาวด์หรือเครื่องเอกซเรย์นำทาง เพื่อความแม่นยำและปลอดภัย วิธีนี้ช่วยลดปวดได้รวดเร็วและหลีกเลี่ยงการผ่าตัดได้ในหลายราย

5. การผ่าตัด (Surgery)

เราจะพิจารณาการผ่าตัดเป็น "ทางเลือกสุดท้าย" เสมอ จะทำก็ต่อเมื่อ:

  • มีอาการอ่อนแรงของขาชัดเจน หรือกล้ามเนื้อลีบลง
  • ควบคุมการขับถ่ายไม่ได้
  • ปวดทรมานมากจนใช้ชีวิตไม่ได้ และรักษาด้วยวิธีอื่นมา 6-8 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น

ปัจจุบันการผ่าตัดแผลเล็กมาก (Minimally Invasive Surgery) เช่น การส่องกล้อง (Endoscopic) แผลขนาดไม่ถึง 1 เซนติเมตร เจ็บน้อย ฟื้นตัวไว และกลับไปใช้ชีวิตได้เร็วครับ

พยากรณ์โรค: จะหายขาดไหม?

สำหรับคนอายุน้อย หากสาเหตุมาจากกล้ามเนื้อ (Office Syndrome) สามารถ "หายขาด" ได้ครับ หากปรับพฤติกรรมและออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ถ้าเป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท ส่วนใหญ่ 90% อาการจะดีขึ้นจนกลับไปใช้ชีวิตปกติได้โดยไม่ต้องผ่าตัด แต่อาจจะต้องระมัดระวังเรื่องการยกของหนักไปตลอด เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

ส่วนในกลุ่มโรคข้อสันหลังอักเสบ (Ankylosing Spondylitis) แม้จะไม่หายขาด แต่การรักษาอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จะช่วยให้โรคสงบและใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติครับ

สรุป

อาการปวดหลังในคนอายุน้อย เป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายที่บอกว่า "เรากำลังใช้งานเขาผิดวิธี" อย่าเพิกเฉยหรือคิดว่าเดี๋ยวก็หายครับ การดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ ปรับท่านั่ง เสริมสร้างกล้ามเนื้อ และมาพบแพทย์เมื่อมีสัญญาณเตือน จะช่วยให้คุณมีกระดูกสันหลังที่แข็งแรงอยู่คู่กับคุณไปจนแก่เฒ่า

การรักษากระดูกสันหลังที่ดีที่สุด ไม่ใช่การผ่าตัด แต่คือการดูแลรักษามันไว้ไม่ให้เสื่อมก่อนเวลาอันควรครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ จังหวัดเชียงใหม่ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลังอายุน้อย #ออฟฟิศซินโดรม #หมอนรองกระดูกทับเส้น #ปวดหลังเรื้อรัง #กระดูกสันหลัง #กายภาพบำบัด #ปวดเอว #หมอเก่งกระดูกและข้อ #เชียงใหม่ #สุขภาพวัยทำงาน


เอกสารอ้างอิง (References)

  1. Wu A, March L, Zheng X, et al. Global low back pain prevalence and years lived with disability from 1990 to 2017: estimates from the Global Burden of Disease Study 2017. Ann Transl Med. 2020;8(6):299.
  2. Hartvigsen J, Hancock MJ, Kongsted A, et al. What low back pain is and why we need to pay attention. Lancet. 2018;391(10137):2356-2367.
  3. National Institute for Health and Care Excellence (NICE). Low back pain and sciatica in over 16s: assessment and management. London: NICE; 2016.
  4. Tauchi R, Deie M, Adachi N, et al. Spondylolysis in young athletes: Current concepts and management. J Orthop Sci. 2018;23(4):599-606.
  5. Sieper J, Poddubnyy D. Axial spondyloarthritis. Lancet. 2017;390(10089):73-84.

Thursday, December 11, 2025

วัณโรคกระดูก… โรคเงียบที่อันตราย รักษาได้ถ้ารู้ทัน!


วัณโรคกระดูก… โรคเงียบที่อันตราย รักษาได้ถ้ารู้ทัน!


“หมอคะ ปวดหลังเรื้อรังมาตั้งหลายเดือน กินยาแล้วไม่หาย สุดท้ายตรวจเจอว่าเป็นวัณโรคกระดูก… ไม่คิดเลยว่าจะเป็นโรคนี้!”


เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงบ่อยครั้งครับ โดยเฉพาะในคนที่มีอาการปวดหลัง ปวดข้อเรื้อรัง แต่ไม่ตอบสนองต่อยาทั่วไป และตรวจพบว่าสุดท้ายเป็น “วัณโรคกระดูก” ซึ่งเป็นโรคที่เงียบ รักษายาก แต่หายได้ถ้าตรวจพบเร็วและรักษาอย่างต่อเนื่อง


วัณโรคกระดูกคืออะไร?


วัณโรคกระดูก (Tuberculosis of bone and joint) เป็นการติดเชื้อวัณโรค (เชื้อ Mycobacterium tuberculosis) ที่ไม่ได้อยู่แค่ในปอด แต่ลุกลามไปยังกระดูกและข้อ


พบได้บ่อยที่สุดที่:


  • กระดูกสันหลัง (เรียกว่า Pott’s disease)
  • ข้อสะโพก ข้อเข่า
  • ข้อไหล่ ข้อมือ (ในบางราย)



ใครมีความเสี่ยงมากกว่าคนทั่วไป?


  • ผู้ที่เคยเป็นวัณโรคปอดมาก่อน
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เบาหวาน เอชไอวี มะเร็ง ใช้ยากดภูมิ
  • ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ขาดสารอาหารเรื้อรัง
  • คนที่อยู่ในแหล่งแออัด หรือใกล้ชิดผู้ป่วยวัณโรค



อาการของวัณโรคกระดูกเป็นอย่างไร?


  • ปวดกระดูก/ข้อ แบบเรื้อรัง ไม่ดีขึ้นแม้พักหรือต้านการอักเสบ
  • มีอาการบวม แดง อุ่น บริเวณข้อที่ติดเชื้อ (ในบางราย)
  • หากเป็นที่กระดูกสันหลัง อาจมีอาการปวดหลังร้าวลงขา หรือเดินลำบาก
  • อาจมีไข้ต่ำ ๆ เหงื่อออกกลางคืน น้ำหนักลดร่วมด้วย



การวินิจฉัยวัณโรคกระดูก


  1. ตรวจร่างกายร่วมกับประวัติอาการ
  2. เอกซเรย์ หรือ MRI เพื่อตรวจหาการทำลายของกระดูก
  3. เจาะน้ำในข้อ หรือชิ้นเนื้อ (biopsy) เพื่อส่งตรวจหาเชื้อ TB
  4. ตรวจเลือดและประเมินภูมิคุ้มกัน เช่น ESR, CRP, Quantiferon-TB



แนวทางการรักษา


✅ รักษาด้วยยาวัณโรค (Anti-TB drugs) เป็นหลัก


  • ใช้ยาร่วมกัน 4 ชนิดในระยะแรก: Isoniazid, Rifampicin, Ethambutol, Pyrazinamide
  • หลัง 2 เดือน ลดเหลือ 2 ชนิด: Isoniazid กับ Rifampicin



ระยะเวลาโดยรวม 9–12 เดือน หรือมากกว่านั้นในบางราย


🚨 กรณีที่อาการรุนแรง หรือกระดูกถูกทำลายมาก อาจต้องผ่าตัดร่วมด้วย เช่น:


  • ผ่าตัดระบายหนองหรือชิ้นเนื้อ
  • ผ่าตัดยึดกระดูกกรณีที่มีการพังทลายหรือกดทับเส้นประสาท



การติดตามผลระหว่างรักษา


  • ต้องพบแพทย์ตามนัดทุกเดือนเพื่อติดตามอาการและผลข้างเคียงของยา
  • อาจตรวจเลือดเป็นระยะเพื่อติดตามการทำงานของตับ
  • ทำ MRI หรือตรวจทางภาพเพิ่มเติมตามความเหมาะสม



หายขาดได้ไหม?


✅ หายได้ครับ หากรักษาครบและไม่ขาดยา


  • ปัญหาที่พบบ่อยคือคนไข้ “หยุดยาเอง” เพราะอาการดีขึ้น ซึ่งทำให้โรคกลับมา หรือเชื้อดื้อยาได้



หมอฝากไว้ว่า…


วัณโรคกระดูกไม่ใช่โรคหายากในไทย และไม่ได้เป็นแค่ในคนที่ป่วยหนักเท่านั้น คนสุขภาพดีบางคนก็อาจเป็นได้


หากคุณปวดหลัง ปวดข้อเรื้อรัง และไม่ดีขึ้น ควรสงสัยไว้เสมอ และปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยให้ชัด


ยิ่งตรวจพบเร็ว ยิ่งรักษาได้ง่าย และลดโอกาสพิการได้ครับ


“บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์

สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่

ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)

ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ

สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ

📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#วัณโรคกระดูก #ปวดหลังเรื้อรัง #รักษาวัณโรคกระดูก #หมอกระดูก #หมอเก่ง