
หมอนรองกระดูกเสื่อมมาจากสาเหตุอะไร? ทำไมถึงปวดหลังเรื้อรัง และจะดูแลตัวเองอย่างไรให้ปลอดภัย
หลายคนเริ่มปวดหลังตั้งแต่อายุยังไม่มาก โดยเฉพาะวัยทำงานที่นั่งทำงานหน้าคอมทั้งวัน หรือคนที่ต้องยกของหนัก ใช้งานหลังซ้ำ ๆ แล้วได้รับการวินิจฉัยว่า “หมอนรองกระดูกเสื่อม” ซึ่งทำให้หลายคนตกใจ เพราะเข้าใจว่าเป็นโรคของคนสูงอายุเท่านั้น
ความจริงคือ หมอนรองกระดูกเสื่อมเกิดขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 30+ และเป็นสาเหตุของอาการปวดหลังที่พบบ่อยที่สุดในคนไทย โดยเฉพาะคนทำงานออฟฟิศ คนที่ออกกำลังกายผิดท่า และผู้ที่มีพฤติกรรมที่ทำให้หลังรับแรงมากเกินไป
บทความนี้หมอเขียนเพื่อให้เข้าใจแบบง่าย ๆ ว่า “หมอนรองกระดูกเสื่อม” คืออะไร เกิดจากอะไร อาการเป็นแบบไหน ตรวจอย่างไร และจะป้องกันได้อย่างไร เพื่อให้ผู้อ่านดูแลหลังของตัวเองได้อย่างถูกต้องครับ
เหตุการณ์จากคนไข้
คุณศศิวรรณ อายุ 42 ปี ทำงานบริษัทเอกชน นั่งหน้าคอมวันละ 8–10 ชั่วโมง เริ่มปวดหลังช่วงเอวเรื้อรังมาเป็นปี ช่วงหลังมีอาการร้าวลงก้นและต้นขา โดยเฉพาะตอนขับรถหรือเวลานั่งนาน ๆ
เธอบอกว่า:
“หมอคะ หนูยังไม่ถึง 45 เลย ทำไมหมอบอกว่าหมอนรองกระดูกเสื่อมแล้ว หนูตกใจมากค่ะ”
หลังตรวจร่างกายและทำ MRI หมอพบว่า “หมอนรองกระดูกเสื่อมตามวัยและพฤติกรรม” ซึ่งพบได้บ่อยในคนที่นั่งนานและกล้ามเนื้อแกนกลางอ่อนแรง
หลังปรับท่านั่ง กายภาพเฉพาะทาง และฉีดยาลดอักเสบเฉพาะจุด อาการเธอดีขึ้นมากใน 4–6 สัปดาห์
หมออยากให้ทุกคนเข้าใจว่า หมอนรองกระดูกเสื่อมไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด และส่วนใหญ่รักษาได้โดยไม่ต้องผ่าตัดครับ
หมอนรองกระดูกคืออะไร?
หมอนรองกระดูกคือแผ่นคล้ายเจลลี่อยู่ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อ ทำหน้าที่เหมือน “โช้คอัพ” กันกระแทกเวลาเรายืน เดิน ยกของ หรือบิดตัว
มี 2 ส่วนสำคัญ:
- แกนกลาง (Nucleus): เนื้อเจลชุ่มน้ำ ช่วยรับแรงกระแทก
- วงแหวนรอบนอก (Annulus): เนื้อเยื่อเหนียวและแข็งแรง เหมือนยางล้อที่ห่อเจลอยู่
พออายุมากขึ้น หรือใช้งานหลังหนัก ๆ เจลลี่จะเริ่มแห้ง วงแหวนเริ่มแตกร้าว ทำให้เกิด “หมอนรองกระดูกเสื่อม” ได้ครับ
หมอนรองกระดูกเสื่อมเกิดจากอะไร?
หมอแบ่งสาเหตุออกเป็น 7 ข้อที่พบบ่อยที่สุด
✔ 1) นั่งทำงานนานเกินไป (พบมากที่สุด)
เวลานั่ง โดยเฉพาะนั่งหลังงอ แรงกดบนหมอนรองกระดูก “มากกว่าการยืน” หลายเท่า ทำให้หมอนรองเสื่อมเร็วกว่าปกติ
ยิ่งนั่งนานโดยไม่เปลี่ยนท่า → เสื่อมเร็วขึ้น
✔ 2) การยกของหนักหรือก้มผิดท่า
ก้มหลังยกของ → น้ำหนักจะลงที่หมอนรองกระดูกเต็ม ๆ ทำให้ฉีกหรือสึกเร็วกว่าปกติ
✔ 3) อายุเพิ่มขึ้น
หลังอายุ 35 ปี หมอนรองกระดูกจะเริ่มสูญเสียน้ำตามธรรมชาติ เป็นเรื่องปกติ แต่บางคนเสื่อมไวกว่าเฉลี่ยจากพฤติกรรมใช้งานหลัง
✔ 4) กล้ามเนื้อแกนกลางอ่อนแรง
กล้ามเนื้อหน้าท้อง หลังล่าง และสะโพกทำหน้าที่ประคองกระดูกสันหลัง หากอ่อนแรง หมอนรองต้องรับแรงมากขึ้น → เสื่อมเร็วขึ้น
✔ 5) อุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บสะสม
เช่น เคยล้ม กระแทกหลัง เล่นกีฬาหนัก หรือใช้งานหลังซ้ำ ๆ เป็นเวลานาน
✔ 6) น้ำหนักเกิน
น้ำหนักทุก 1 กิโล → เพิ่มแรงกดบนหมอนรองกระดูกหลายเท่าเวลายืนและเดิน
✔ 7) พันธุกรรม
บางครอบครัวหมอนรองเสื่อมเร็วแม้ไม่ได้ใช้งานหนัก บ่งว่ามีปัจจัยทางพันธุกรรมร่วมด้วย
อาการหมอนรองกระดูกเสื่อม
อาการอาจแตกต่างกัน แต่ที่พบบ่อยมีดังนี้:
- ปวดหลังเรื้อรัง > 2–4 สัปดาห์
- ปวดมากเมื่อ “นั่งนาน” หรือขับรถนาน
- ปวดตึงหลังตอนเช้า แต่ดีขึ้นเมื่อเดิน
- ปวดร้าวลงก้นหรือต้นขา
- ชาหรือเสียวปลายเท้า (หากมีเส้นประสาทระคายเคือง)
ถ้าอาการร้าวลงขาชัดเจน อาจมี “หมอนรองกระดูกปลิ้นกดเส้นประสาท” ร่วมด้วยครับ
การวินิจฉัยหมอนรองกระดูกเสื่อม
✔ ตรวจร่างกาย
หมอจะดูท่าทาง กล้ามเนื้อ จุดกดเจ็บ การเคลื่อนไหว และท่าที่ทำให้ปวดเพิ่ม
✔ เอกซเรย์หลัง
ช่วยดูช่องหมอนรองกระดูกว่าแคบลงหรือไม่ แต่ไม่เห็นหมอนรองปลิ้น
✔ MRI (ในกรณีจำเป็น)
เหมาะกับผู้ที่มีอาการร้าวลงขา อ่อนแรง หรือปวดนานเกิน 4–6 สัปดาห์ MRI ช่วยเห็นหมอนรองกระดูกเสื่อม ปลิ้น หรือการกดเส้นประสาทอย่างละเอียด
รักษาหมอนรองกระดูกเสื่อมอย่างไร?
การรักษาขึ้นกับความรุนแรง แต่อยู่บนหลักการ 3 อย่างคือ “ลดอักเสบ → ฟื้นฟูกล้ามเนื้อ → ป้องกันเสื่อมเพิ่ม”
🔹 1) ปรับพฤติกรรม
- ไม่นั่งนาน > 45–60 นาที
- จอคอมระดับสายตา
- ลุกเดินบ่อย ๆ
- เลี่ยงยกของหนัก
🔹 2) กายภาพบำบัด
หัวใจของการรักษา
- เสริมกล้ามเนื้อแกนกลาง (Core)
- เสริมกล้ามเนื้อสะโพก
- ยืดเหยียดหลัง–สะโพก
เมื่อกล้ามเนื้อแข็งแรง → หมอนรองกระดูกรับแรงน้อยลง → อาการลดได้มาก
🔹 3) ยาลดอักเสบ / ยาคลายกล้ามเนื้อ
ใช้เฉพาะช่วงปวดมากเท่านั้น
🔹 4) ฉีดยาลดอักเสบเฉพาะจุดด้วยอัลตราซาวด์
เหมาะกับผู้ที่มีเส้นประสาทระคายเคือง ปวดร้าวลงขา ทำให้กลับมาทำกายภาพได้ง่ายขึ้น
🔹 5) ผ่าตัด (เฉพาะราย)
ใช้ในผู้ที่มี
- อ่อนแรงลงเรื่อย ๆ
- ปวดมากจนใช้ชีวิตไม่ได้
- MRI พบว่ามีการกดทับเส้นประสาทรุนแรง
ส่วนใหญ่ผู้ป่วย “ไม่ต้องผ่าตัด” หากดูแลถูกต้องตั้งแต่ต้นครับ
ป้องกันหมอนรองกระดูกเสื่อมได้อย่างไร?
✔ ออกกำลังกายเสริมแกนกลาง 10–15 นาที/วัน
ท่าง่าย ๆ เช่น แพลงก์ สะพานพื้น ท่ายืดหลัง
✔ นั่ง–ยืนหลังตรง ลดการก้มคอนาน
พนักงานออฟฟิศทำได้ง่ายมาก เพียงตั้งเก้าอี้-โต๊ะให้เหมาะสม
✔ ควบคุมน้ำหนัก
ช่วยลดแรงกดต่อกระดูกสันหลังได้ทันที
✔ เปลี่ยนท่าและลุกเดินบ่อย ๆ
ทุก 45–60 นาทีหลังล้าเริ่มมา ควรขยับตัวสั้น ๆ 1–2 นาที
✔ หลีกเลี่ยงยกของหนักผิดท่า
ถ้าต้องยกของ → ย่อเข่าแล้วใช้แรงขาแทนหลัง
✔ เสริมกล้ามเนื้อสะโพก–หลังเป็นประจำ
กล้ามเนื้อแข็งแรง = หมอนรองเสื่อมช้าลงมาก
หมออยากบอกว่า…
หมอนรองกระดูกเสื่อมเป็นภาวะที่พบได้บ่อย แต่ส่วนใหญ่ “ควบคุมอาการได้ดีมาก” หากรู้สาเหตุและดูแลถูกวิธี ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดทุกราย และมักตอบสนองดีต่อการกายภาพบำบัด
สำคัญที่สุดคือ การรู้ว่าหลังของเราใช้งานอย่างไร และปรับพฤติกรรมก่อนที่หมอนรองจะเสื่อมเร็วกว่าที่ควร
ถ้าปวดหลังนานเกิน 2–4 สัปดาห์ หรือเริ่มมีอาการร้าวลงขา ควรตรวจให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้ลุกลามครับ 😊
บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์
สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่
ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง)
ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ
สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ
📱 Line ID: @doctorkeng
📞 โทร 081-5303666
#หมอเก่งให้ความรู้ #กระดูกและข้อ #ปวดหลัง #หมอนรองกระดูกเสื่อม #เข่าเสื่อม #ปวดคอ #ปวดสะโพก
No comments:
Post a Comment