Thursday, January 8, 2026

ปวดหลังรุนแรง มีไข้ น้ำหนักลด... สัญญาณเตือนภัย "กระดูกสันหลังติดเชื้อ" ที่ไม่ควรมองข้าม

 



ปวดหลังรุนแรง มีไข้ น้ำหนักลด... สัญญาณเตือนภัย "กระดูกสันหลังติดเชื้อ" ที่ไม่ควรมองข้าม

"หมอครับ พ่อผมบ่นปวดหลังมาเป็นเดือน กินยาคลายกล้ามเนื้อก็ไม่หาย ช่วงหลังแกดูซูบลง แถมมีไข้รุมๆ ตอนเย็นเกือบทุกวัน แกจะเป็นมะเร็งหรือเปล่าครับ?"

นี่คือประโยคแรกที่ลูกชายคนหนึ่งเอ่ยถามผมด้วยสีหน้ากังวล ขณะเข็นรถเข็นพาคุณพ่อวัย 70 ปีเข้ามาในห้องตรวจ ภาพที่คุณลุงนั่งกุมหลัง สีหน้าบอกความเจ็บปวดทุกครั้งที่ขยับตัว แม้กระทั่งตอนรถเข็นสะดุดรอยต่อพื้นกระเบื้องเพียงนิดเดียว แกยังนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด

หลายคนมักเข้าใจว่า "อาการปวดหลัง" ในผู้สูงอายุ เป็นเรื่องปกติของความเสื่อมตามวัย หรือไม่ก็คิดไปไกลถึงโรคร้ายอย่างมะเร็ง แต่มีความจริงอีกอย่างหนึ่งที่ซ่อนอยู่ และอันตรายไม่แพ้กันหากรักษาไม่ทันท่วงที นั่นคือ "โรคกระดูกสันหลังติดเชื้อ" ครับ

วันนี้หมออยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจโรคนี้กันแบบลึกซึ้ง เพื่อที่เราจะได้ดูแลตัวเองและคนที่เรารักได้อย่างถูกต้องครับ


ความจริงเรื่อง "ปวดหลัง" ที่ไม่ใช่แค่ปวดเมื่อย

ปกติแล้ว อาการปวดหลังจากการยกของหนัก หรือกล้ามเนื้ออักเสบ พักสัก 3-5 วัน หรือกินยาแก้อักเสบ อาการมักจะดีขึ้นจนแทบหายเป็นปกติ แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่อาการปวดหลังนั้น "รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ" และมีอาการร่วมที่ไม่น่าไว้วางใจ เช่น มีไข้หนาวสั่น น้ำหนักลดโดยไม่ตั้งใจ หรือปวดมากตอนกลางคืน (Night Pain) จนสะดุ้งตื่น นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แล้วครับ

ในเคสของคุณลุงท่านนี้ หมอไม่ได้จ่ายยาแก้ปวดแล้วให้กลับบ้าน แต่หมอส่งตรวจเลือดและทำ MRI (เอกซเรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) ทันที เพราะสัญชาตญาณและความรู้ทางการแพทย์บอกว่า นี่คือสัญญาณของ "การติดเชื้อ" ไม่ใช่ความเสื่อมตามธรรมชาติ


Q: โรคกระดูกสันหลังติดเชื้อ คืออะไร? เกิดขึ้นได้อย่างไร?

A: โรคกระดูกสันหลังติดเชื้อ (Spinal Infection หรือ Spondylodiscitis) อธิบายให้เห็นภาพง่ายๆ คือ ภาวะที่มีเชื้อโรค (ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย หรือบางครั้งเป็นวัณโรค/เชื้อรา) เข้าไปกัดกิน ทำลายเนื้อกระดูกสันหลังและหมอนรองกระดูก

ลองจินตนาการเหมือน "ปลวก" ที่เข้าไปกัดกินเสาบ้านครับ ช่วงแรกเราอาจจะไม่เห็นความเสียหายจากภายนอก แต่เนื้อในกำลังถูกทำลาย จนโครงสร้างไม่แข็งแรงและอาจยุบตัวลงมาทับเส้นประสาทได้

เชื้อโรคเข้าไปได้อย่างไร? (Pathogenesis) เชื้อโรคเหล่านี้ไม่ได้อยู่ดีๆ ก็โผล่ที่หลังครับ แต่มันเดินทางผ่าน "ทางด่วน" ในร่างกายเรา นั่นคือ:

  1. ผ่านทางกระแสเลือด (Hematogenous spread): นี่คือสาเหตุที่พบบ่อยที่สุด เชื้ออาจจะมาจากจุดอื่นในร่างกาย เช่น
    • การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ (ฉี่ขัด, ฉี่ขุ่น)
    • การติดเชื้อที่ผิวหนัง แผลกดทับ หรือแผลเบาหวานที่เท้า
    • การติดเชื้อจากปอด (เช่น ปอดอักเสบ)
    • การใส่สายสวนปัสสาวะ หรือสายให้น้ำเกลือนานๆ เมื่อเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด มันจะวิ่งไปทั่วร่าง และเนื่องจากกระดูกสันหลังมีระบบเลือดมาเลี้ยงที่ซับซ้อนและไหลเวียนช้า เชื้อโรคจึงชอบไป "ตกตะกอน" และเริ่มก่อตัวที่นั่นครับ
  2. การลุกลามจากอวัยวะข้างเคียง: เช่น มีฝีในช่องท้อง หรือการติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน
  3. การได้รับเชื้อโดยตรง: เช่น จากอุบัติเหตุที่มีแผลเจาะลึกถึงกระดูก หรือภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด

Q: อาการแบบไหน ที่ต้องรีบมาหาหมอกระดูกและข้อ?

A: อาการของโรคนี้มักจะมาแบบ "ค่อยเป็นค่อยไป" จนคนไข้ตายใจ นึกว่าเป็นโรคคนแก่ทั่วไป แต่อยากให้สังเกต 3 สัญญาณอันตรายนี้ครับ:

  1. ปวดหลังทรมาน: ปวดลึกๆ ตื้อๆ แต่รุนแรง ขยับตัวนิดเดียวก็ปวด นั่งรถกระเทือนก็ปวด นอนพักนิ่งๆ ก็ยังปวดไม่หาย ยาแก้ปวดทั่วไปเอาไม่อยู่
  2. อาการทางระบบร่างกาย: มีไข้ (อาจจะเป็นไข้ต่ำๆ หรือไข้สูงหนาวสั่นก็ได้), อ่อนเพลีย, เบื่ออาหาร, น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว
  3. อาการทางระบบประสาท: ถ้าเชื้อโรคกัดกินกระดูกจนยุบ หรือมีหนองไปกดทับเส้นประสาท คนไข้จะมีอาการชาแขนขา ขาอ่อนแรง เดินเซ หรือรุนแรงถึงขั้นกลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่ได้ (ซึ่งถ้าถึงขั้นนี้ถือเป็นภาวะฉุกเฉินครับ)

Q: ใครบ้างที่มีความเสี่ยงสูง?

A: โรคนี้ไม่ได้เกิดกับทุกคนครับ มักจะเลือกเกิดกับคนที่มี "ภูมิต้านทานต่ำ" หรือมีปัจจัยชักนำบางอย่าง เช่น:

  • ผู้สูงอายุ (เพราะระบบภูมิคุ้มกันทำงานลดลง และกระดูกสันหลังเสื่อมสภาพทำให้เชื้อเกาะง่าย)
  • ผู้ป่วยเบาหวาน (โดยเฉพาะที่คุมน้ำตาลไม่ดี)
  • ผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังที่ต้องฟอกไต
  • ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือสเตียรอยด์ต่อเนื่องนานๆ
  • ผู้ป่วยมะเร็ง
  • ผู้ที่มีประวัติการใช้ยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นเลือด

Q: หมอมีวิธีตรวจวินิจฉัยอย่างไรให้รู้แน่ชัด?

A: การวินิจฉัยโรคนี้ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบมากครับ เพราะถ้าพลาดไปรักษาผิดทาง (เช่น ไปดึงหลัง หรือไปนวดตอกเส้น) อาจทำให้อาการแย่ลงได้

  1. การตรวจเลือด (Lab Test): หมอจะเจาะเลือดดู "ค่าการอักเสบ" (ESR และ CRP) และดูจำนวนเม็ดเลือดขาว ค่าเหล่านี้จะเป็นตัวบอกว่ามีการติดเชื้อซ่อนอยู่ในร่างกายหรือไม่ และใช้ติดตามผลการรักษาด้วย
  2. เอกซเรย์ธรรมดา (X-ray): ในระยะแรกๆ (2-4 สัปดาห์แรก) เอกซเรย์มักจะดูปกติครับ หรือเห็นแค่กระดูกบางลงเล็กน้อย ดังนั้นถ้าเอกซเรย์แล้วปกติ แต่อาการปวดรุนแรง หมอจะไม่หยุดแค่นี้
  3. MRI (คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า): นี่คือพระเอกของการวินิจฉัยครับ MRI สามารถเห็น "หนอง" หรือ "น้ำไขสันหลังที่บวมอักเสบ" ในเนื้อกระดูกได้ชัดเจนที่สุด บอกได้เลยว่าเชื้อกินไปถึงไหน และกดทับเส้นประสาทหรือไม่
  4. การเจาะชิ้นเนื้อ (Biopsy): เพื่อการรักษาที่แม่นยำที่สุด หมออาจต้องใช้เข็มเจาะเข้าไปที่ตำแหน่งที่ติดเชื้อ (โดยใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์นำทาง) เพื่อดูดเอาหนองหรือชิ้นเนื้อมาเพาะเชื้อ วิธีนี้จะช่วยให้เรารู้ว่า "เชื้อโรคชื่ออะไร" และต้องใช้ "ยาฆ่าเชื้อตัวไหน" ถึงจะตรงจุดที่สุด ไม่ต้องสุ่มยาครับ

Q: การรักษาทำอย่างไร? ต้องผ่าตัดทุกคนไหม?

A: หัวใจของการรักษาโรคกระดูกสันหลังติดเชื้อมี 3 ข้อหลักครับ:

1. การให้ยาฆ่าเชื้อ (Antibiotics) – นี่คือการรักษาหลัก

  • เมื่อรู้ชนิดเชื้อแล้ว หมอจะให้ยาฆ่าเชื้อทางหลอดเลือดดำ (ฉีดเข้าเส้น) ในช่วงแรกเพื่อให้ระดับยาในเลือดสูงพอที่จะฆ่าเชื้อ
  • ระยะเวลา: ต้องให้ยานานครับ อย่างน้อย 6 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน ขึ้นอยู่กับความรุนแรงและการตอบสนอง
  • ทำไมนานจัง? เพราะกระดูกเป็นอวัยวะที่เลือดไปเลี้ยงน้อย ยาเข้าไปถึงยาก และเชื้อโรคชอบสร้างเกราะป้องกัน (Biofilm) จึงต้องใช้เวลานานกว่าจะกำจัดให้สิ้นซาก
  • ปัจจุบันเรามีโครงการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน (Home IV) หรือการให้ยากินหลังจากอาการดีขึ้น เพื่อให้คนไข้ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลนานเป็นเดือนๆ

2. การประคับประคองกระดูกสันหลัง (Immobilization)

  • คนไข้ต้องใส่ "เสื้อเกราะ" (Brace) เพื่อดามหลังให้นิ่ง ลดการขยับ เพื่อให้กระดูกที่ถูกทำลายได้พักและซ่อมแซมตัวเอง ลดอาการปวด และป้องกันกระดูกยุบตัว

3. การผ่าตัด (Surgery) ข่าวดีคือ "ไม่ใช่ทุกคนต้องผ่าตัด" ครับ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (กว่า 70-80%) หายได้ด้วยการให้ยาฆ่าเชื้อ แต่หมอจะพิจารณาผ่าตัดในกรณีจำเป็นจริงๆ เท่านั้น คือ:

  • มีหนองกดทับเส้นประสาท จนทำให้ขาอ่อนแรง หรือขับถ่ายลำบาก
  • กระดูกถูกทำลายมากจนไม่มั่นคง (Spinal Instability) หรือกระดูกยุบตัวจนหลังโก่งผิดรูป
  • รักษาด้วยยาแล้วไม่ดีขึ้น เชื้อดื้อยา หรือมีฝีหนองขนาดใหญ่ที่ยาเข้าไม่ถึง
  • การผ่าตัดทำอะไรบ้าง? หมอจะเข้าไป "ล้างหนอง" (Debridement) ตัดเนื้อตายออก และถ้ากระดูกไม่แข็งแรง ก็จะทำการ "ดามเหล็ก" (Instrumentation) เพื่อยึดตรึงกระดูกให้มั่นคง ปัจจุบันเทคนิคการผ่าตัดก้าวหน้ามาก แผลเล็กลง ฟื้นตัวไวขึ้นครับ

Q: หายแล้วจะกลับมาเป็นปกติไหม? (พยากรณ์โรค)

A:

  • ถ้ามารักษาเร็ว: โอกาสหายขาดสูงมากครับ สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติ
  • ถ้ามารักษาช้า: หรือเชื้อดื้อยา อาจทิ้งร่องรอยไว้ เช่น อาการปวดหลังเรื้อรัง หลังโก่ง หรือมีอาการชาหลงเหลืออยู่
  • อัตราการกลับเป็นซ้ำ: มีโอกาสครับ แต่น้อย หากคนไข้ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง ควบคุมโรคประจำตัวให้ดี

สิ่งสำคัญคือ ความอดทน ครับ การรักษาโรคนี้เหมือนการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น ต้องกินยาให้ครบตามกำหนด ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด แม้จะรู้สึกหายปวดแล้วก็ตาม เพราะถ้าเชื้อดื้อยาขึ้นมา การรักษาจะยากขึ้นอีกหลายเท่าตัว


Q: จะป้องกันตัวเองอย่างไรดี?

A:

  1. ดูแลความสะอาด: รักษาความสะอาดร่างกาย โดยเฉพาะถ้ามีแผลต้องรีบทำแผลให้หาย
  2. คุมโรคประจำตัว: ใครเป็นเบาหวาน ต้องคุมน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ดีเสมอ เพราะน้ำตาลสูงคืออาหารโปรดของเชื้อโรค
  3. อย่าละเลยการติดเชื้อเล็กน้อย: ฟันผุ, กระเพาะปัสสาวะอักเสบ, ผิวหนังอักเสบ ควรรักษาให้หายขาด อย่าปล่อยเรื้อรัง
  4. เลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง: งดสูบบุหรี่ (เพราะบุหรี่ทำลายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงกระดูก), งดแอลกอฮอล์, ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น

สรุป

อาการปวดหลังที่มีไข้ร่วมด้วย หรือปวดตอนกลางคืนจนนอนไม่ได้ในผู้สูงอายุ "ไม่ใช่เรื่องปกติ" ครับ อย่าชะล่าใจซื้อยากินเอง หรือนวดกดจุดรุนแรง เพราะอาจทำให้การติดเชื้อลุกลามได้

โรคกระดูกสันหลังติดเชื้อ ฟังดูน่ากลัว แต่ถ้า "รู้เร็ว รักษาไว ใช้ยาถูก" ก็สามารถรักษาให้หายขาด และกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ครับ ขอเพียงแค่สังเกตตัวเองและคนใกล้ชิด หากมีสัญญาณเตือน ให้รีบมาปรึกษาแพทย์เฉพาะทางทันทีครับ

บทความนี้ให้ข้อมูลทั่วไป หากอาการไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ สามารถปรึกษาปัญหากระดูกและข้อ หรืออาการปวด ได้ที่ ผศ.นพ.ธนินนิตย์ ลีรพันธ์ (หมอเก่ง) ผู้เชี่ยวชาญโรคกระดูกและข้อ สอบถามปัญหาโรคกระดูกและข้อ ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ปวดไหล่ กระดูกพรุน ได้ครับ 📱 Line ID: @doctorkeng โทร 081-5303666

#ปวดหลัง #กระดูกสันหลังติดเชื้อ #ปวดหลังมีไข้ #หมอเก่งกระดูกและข้อ #ปวดหลังในผู้สูงอายุ #กระดูกทับเส้น #MRIกระดูกสันหลัง #รักษาปวดหลังเชียงใหม่


References (แหล่งอ้างอิง)

  1. Berbari EF, Kanj SS, Kowalski TJ, et al. 2015 Infectious Diseases Society of America (IDSA) Clinical Practice Guidelines for the Diagnosis and Treatment of Native Vertebral Osteomyelitis in Adults. Clin Infect Dis. 2015;61(6):e26-e46. (สรุป: แนวทางเวชปฏิบัติมาตรฐานระดับโลกฉบับล่าสุดในการวินิจฉัยและรักษาโรคกระดูกสันหลังติดเชื้อในผู้ใหญ่)
  2. Herren C, Jung N, Pishnamaz M, et al. Spondylodiscitis: Diagnosis and Treatment Options. Dtsch Arztebl Int. 2017;114(51-52):875-882. (สรุป: บททบทวนวรรณกรรมเกี่ยวกับการเลือกวิธีวินิจฉัยและการรักษา ทั้งการใช้ยาและการผ่าตัด อย่างเป็นระบบ)
  3. Rutges JPHJ, Kempen DH, van Dijk M, Oner FC. Outcome of conservative and surgical treatment of pyogenic spondylodiscitis: a systematic review of the literature. Eur Spine J. 2016;25(4):983-999. (สรุป: งานวิจัยเปรียบเทียบผลลัพธ์ระหว่างการรักษาด้วยยาและการผ่าตัด เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม)

No comments:

Post a Comment